เนชั่นทีวี

Business

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

22 เม.ย. 2569

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% กูรูเศรษฐกิจเตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส" จี้เลิกแจกเงิน-หันอุดหนุนภาคผลิตแทน

22 เมษายน 2569 ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีคลังในรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ 

 

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ

 

 

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

 

 

1.ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการขยายเพดานหนี้ แต่เรื่องนี้หนีไม่พ้น 

 - ตามข่าวที่จะขยายจาก 70% เป็น 75% ของจีดีพี เห็นว่าน้อยเกินไป ควรขยายเพิ่มเป็น 80% เผื่อไว้รับสถานการณ์ 

 

 

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

 

ถังแตกหรือโยนหิน? เจาะแผนกู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน-ขยายเพดานหนี้ 75% เตือนรัฐอย่าทำ "คนละครึ่งพลัส"

 

 

 

2.ปัญหาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของประเทศ โดยเฉพาะงบปี 2570 น่ากลัวกว่าที่คิด 

 - มีเงินสำหรับงบกลางน้อยมาก 

 - ภัยพิบัติเกิดเยอะ เรื่องไม่คาดฝันเกิดบ่อย เช่น สงครามกัมพูชา น้ำท่วมหาดใหญ่ ฯลฯ 

 

**รัฐบาลไม่มีงบกลางเหลือพอสำหรับใช้จ่าย 

 

 

 

3.ปัญหาใหญ่กว่าขยายเพดานหนี้ คือไม่มีงบลงทุน 

 

 - ปัจจุบันจ่ายต้นเงินกู้ และดอกเบี้ย ชนเพดานที่กำหนดในกฎหมายแล้ว  

 - จริงๆ ต้องเก็บภาษีเพิ่ม มิฉะนั้นอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะไม่มีงบลงทุนเหลือ และกระทบเศรษฐกิจหนักกว่านี้ 

 

 

4.แนวทางที่เสนอ และทำง่ายที่สุด คือ “หวยใบเสร็จ” 

 

 - ไม่ต้องขึ้นภาษีทางตรงกับประชาชน และใช้การขยายฐานภาษีผ่าน “หวยใบเสร็จ” 

 

 

 

5.ไม่เห็นด้วยกับโครงการแจกเงิน 

 

 - ดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะประชาชนจะนำเงินที่รัฐแจกไปใช้จ่าย หรือใช้หนี้ ส่วนเงินของตัวเองเก็บไว้

 - ไม่เพิ่มตัวคูณทางเศรษฐกิจ และไม่ทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจหลายรอบตามที่กล่าวอ้าง 

 - คนได้ประโยชน์ที่แท้จริง คือ ทุนใหญ่ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อของทุนใหญ่ 

 

 

6.โครงการคนละครึ่งพลัส ดีกว่า ดิจิทัล วอลเล็ต แต่ก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะยังผิดทาง เนื่องจากไปกระตุ้นฝั่งการบริโภค ไม่ช่วยภาคการผลิต จึงเป็นการช่วยปลายเหตุ 

 - คนละครึ่งพลัส ยังดึงเงินจากประชาชนมาใช้บ้าง แต่ถ้าประชาชนไม่มีงานทำ ก็ไม่ช่วยอะไร 

 - สร้างงานให้ประชาชนดีกว่า จะทำให้เกิดการใช้จ่ายพุ่งขึ้นมาก ถ้าคนมีงานทำ 

 

 

 

7.เสนอให้นำเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปช่วยภาคการผลิต 

 

 - เลือกเซคเตอร์ที่จะช่วย เพื่อให้มีผลโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น อุดหนุนภาคการผลิตพลาสติก 

 - ช่วยต้นน้ำแล้ว (การผลิตพลาสติก) สามารถควบคุมราคาขายสินค้ากลางน้ำได้ (ผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้พลาสติกเป็นส่วนผสม หรือใช้เป็นบรรจุภัณฑ์) 

 - กระทรวงพาณิชย์เจรจา และควบคุมราคาได้ ไม่ให้ราคาพุ่งสูง หรือตรึงราคาช่วยผู้บริโภคได้ ไม่ให้ราคาพุ่งตามราคาน้ำมัน 

 - หรือการอุดหนุนภาคขนส่งให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมายังอุดหนุนน้อยเกินไป เพราะภาคขนส่งเป็นต้นทุนการผลิตทุกอย่าง

 - เมื่ออุดหนุนภาคการผลิต จะทำให้เกิดการจ้างงาน และดันเพิ่มการบริโภคขึ้นเอง โดยไม่ต้องแจกเงิน 

 

 

 


โยนหิน? กู้ 5 แสนล้าน รัฐบาล(สู้)ถังแตก!

 

// ที่มา..ที่ไป // 

 - จู่ๆ คนในรัฐบาล ระดับ “รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย” ออกมาส่งสัญญาณเตรียมออก พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้าน

 

**สื่อธุรกิจอันดับ 1 อย่าง “กรุงเทพธุรกิจ” พาดหัวว่า “กู้ฉุกเฉิน 5 แสนล้าน” 

 

 - เตรียมขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% ของจีดีพี เป็น 75% หรือมากกวานั้น  

 - เหตุผล คือเตรียมรับความผันผวนทางเศรษฐกิจจากสงคราม / ราคาพลังงาน 

 


// คำถาม..ความข้องใจ // 

 - จำเป็นเร่งด่วนจนต้องออก พ.ร.ก.จริงหรือไม่?

 - ส่อขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะโดนนิติสงครามหรือเปล่า?

 - ยอด 5 แสนล้าน รวม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันกองทุนน้ำมัน แล้วหรือยัง? 

 - มีแผนการใช้เงินให้คุ้มค่ากับการก่อหนี้อย่างไร?

 - เสี่ยงถูกสถาบันจัดอันดับ ลดเครดิตประเทศ เสียหายหนักกว่าหรือไม่? 

 - เหตุใดไม่พิจาณาขึ้นภาษี ขยายฐานภาษี หรือเพิ่มช่องทางการเก็บภาษี ตามที่ กมธ.การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เสนอรายงานการศึษา “แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย” 

 

 - สว.กับรัฐบาล แบ่งบทกันเล่น เพื่อหาความชอบธรรมในการกู้เพิ่ม ขยายเพดานหนี้หรือไม่? เพราะประชาชนย่อมไม่อยากเสียภาษีเพิ่ม

 

 

 


// คำตอบ...ที่ยังไม่ใช่สุดท้าย //

 

1.ประเด็นต้นตอข่าวจากรัฐบาล ผิดคิว หรือโยนหินถามทาง 

 - รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีเรื่องนี้เข้า ครม.วันนี้ 

 - อ้างแค่อธิบายข้อกฎหมาย ถามมาก็ตอบไป แต่มีบางคนนำไปตัดตอนพาดหัวข่าว ซึ่งไม่ดีกับบ้านเมือง 

 - ย้ำว่าแค่เล่าข้อกฎหมายให้สื่อฟัง ไม่ได้เน้นการเมือง 

 ข้อสังเกต : ตัวเลข 500,000 ล้านมาจากไหน, เรื่องเหตุผลความจำเป็นที่มีการอธิบาย ทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวนหลังสงคราม และราคาพลังงานที่พุ่งสูง เหตุใดจึงถูกนำมาให้สัมภาษณ์ หากไม่มีแนวคิดออก พ.ร.ก.กู้เงิน มาก่อนเลย 

 

 2.แกนนำรัฐบาลคนอื่นๆ ไม่ได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง 

 - รมต.ภราดร ปริศนานันทกุล บอกว่า ภาพใหญ่ยังไม่ได้หารือกัน แต่เป็นช่องทางที่ทำได้ 

 - ย้ำว่าประชุม ครม. 21 เม.ย.ไม่มีเรื่องนี้ เพราะต้องเข้า ครม.เศรษฐกิจ ให้จบก่อน/

 

 3.เข้าเงื่อนไข “จำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ 

 ชำแหละเงื่อนไข มาตรา 172 

 - ตาม พ.ร.ก.ต้องเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ 

 - กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ 

 - ต้องเสนอ พ.ร.ก.ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาในการประชุมคราวต่อไปโดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุม ให้เปิดสมัยวิสามัญฯ 

 

 4.ฝุ่นตลบ “กู้-ไม่กู้” 

OO รองนายกฯ เอกนิติ OO 

 

 **ออกแนว “แบ่งรับแบ่งสู้” 

 

 - อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็น และข้อกฎหมาย โดยหารือกับรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย

 - นโยบายนายกฯคือ ให้ตัดลดงบปี 70 ที่ไม่จำเป็นก่อน แล้วนำเม็ดเงินมาช่วยเหลือประชาชน ก่อนนำไปพิจารณารวมกับแผนกู้เงิน 

 - ถ้าจะกู้ ต้องชัด่วากู้ไปทำอะไร 

ตัวอย่าง : กู้ไปดูแลกลุ่มเปราะบาง, กู้ไปทำ Transition ช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน เช่น เปลี่ยนผ่านจากพึ่งพาน้ำมันและก๊าซมากเกินไป 

 - เพดานหนี้ตามกรอบกฎหมายเดิม 70% ยังมีช่องว่าง 4% หรือราวๆ 8 แสนล้านบาท 

 

**หากประเมินแล้วความต้องการใช้เงินกู้ไม่ถึง 8 แสนล้าน ก็ยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ 

 

 

​OO นายกฯอนุทิน OO 

 - โยนให้ รองนายกฯ เอกนิติ ชี้แจง เพราะมีข้อมูลทั้งหมด 

 - ตอบเชิงหลักการ “ ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว“

ข้อสังเกต : แปลว่าไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่ 

 

 5.ผลต่อสถาบันจัดอันดับเครดิต 

  - ล่าสุด “มูดี้ส์” แม้จะคงเครดิตในระดับเดิม แต่ก็ “ปรับเพิ่ม” อันดับความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” 

 

**เดิมเป็น “เชิงลบ” 

 

 - อันดับเครดิต ยังอยู่ที่ BAA1 

 - เหตุผล คือ ไทยคลายแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 

 - แม้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสงคราม ซึ่งจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ระดับความเสี่ยงของไทยยังอยู่ใกล้เคียงกับประเทืศทีมีอันดับเครดิตเท่าๆ กัน 

 - รองนายกฯ เอกนิติ เด้งรับ!
 
 1.พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง 
 2.แนววทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ ถือว่า “มาถูกทาง” 
 3.มุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้า ควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว 

 

 

ข้อสังเกตุ : ความเคลื่อนไหวทั้งหมด ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะไม่กู้ 500,000 ล้าน เพราะปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลให้รัฐบาลกู้เงินมาเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นได้ เพราะสถานการณ์แวดล้อมอื่นๆ ยังคลุมเครือ 

 

 1.การตั้งกรอบงบประมาณปี 2570 ยังถูกบีบรัด และยังมีประเด็นเรื่องภาระของหน่วยงานจัดเก็บรายได้ 

 - มีโค้ดคำพูดของ ผอ.สำนักงบประมาณ 

 2.ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องอย่างหนัก ในช่วงวิกฤตน้ำมันราคาพุ่ง 

 3.มีเสียงบ่นเรื่อง “คืนภาษีล่าช้า” เหมือนดึงเงินเอาไว้ ไม่ปล่อยออกมา หรือไม่มีเงินพร้อมปล่อย 

 4.เข้มการเก็บภาษีทุกประเภท ทำให้มีกระแสการปลูกต้นไม้ในที่ดินรกร้างทั่วประเทศ 

 5.โครงการประชานิยมเริ่มตึงตัว และดึงช้า 

 - คนละครึ่งพลัส ที่เปลี่ยนชื่อเป็น “ไทยช่วยไทย” ยังไม่ถูกส่งเข้า ครม. ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายเรือธง 

 - มีแนวโน้มแบ่งเฟสการแจก “คนละครึ่ง” ทยอยใช้งบกลาง รอบแรก 20,000 ล้าน

 


#กู้เงิน5แสนล้าน #เพดานหนี้สาธารณะ #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาลถังแตก #คนละครึ่งพลัส #ไทยช่วยไทย #หวยใบเสร็จ #งบประมาณ2570 #ข่าวเศรษฐกิจ #อนุทิน #เอกนิติ #รุ่งเรืองพิทยศิริ #Moody’s