นายวิบูลย์ ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการก้าวสู่เวที International Show จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน สินค้าต้องมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่แข่งขันด้านราคา แต่ต้องพร้อมพัฒนาดีไซน์ให้มีความเป็นสากล สอดคล้องกับรสนิยมผู้บริโภคในตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมควรใช้จุดแข็งด้านฝีมือช่างไทย ซึ่งมีความประณีตในขั้นตอนการตกแต่งขั้นสุดท้าย เป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่ม แม้ไทยจะมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบต้นน้ำ แต่ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการควบคุมคุณภาพยังเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน
ในด้านการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ผู้จัดงาน JGAB จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการรับรู้ในระดับนานาชาติ โดยวางแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผ่านการสื่อสารแบบบูรณาการทั้งสื่อดิจิทัล เครือข่ายพันธมิตรการค้า และฐานข้อมูลผู้ซื้อคุณภาพจากต่างประเทศ พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ของงานในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สนามบินและศูนย์กลางธุรกิจ เพื่อเพิ่มการมองเห็นในระดับสากล
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับ JGAB ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการรวมพลังผู้ประกอบการ ลดภาระการทำตลาดรายบุคคล และสร้างแรงขับเคลื่อนร่วมกันในการดึงดูดผู้ซื้อคุณภาพจากทั่วโลก
“การปรับตัวในช่วงเวลาที่ท้าทาย ไม่ใช่เพียงการรอให้ตลาดฟื้นตัว แต่คือการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การตลาด ไปจนถึงการจัดงานแสดงสินค้าเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีเศรษฐกิจโลก”
ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration) ได้ที่เว็บไซต์งานwww.jewellerygemaseanbkk.com