svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

อ่วม! สายการบินเอเชียพาเหรดขึ้นค่าตั๋ว หลังน้ำมันเครื่องบินดีดตัวแตะ 200 ดอลลาร์

27 มี.ค. 2569

วิกฤตพลังงาน! สายการบินทั่วเอเชียแบกต้นทุนไม่ไหว แห่ปรับขึ้นค่าโดยสาร 10-26% ด้านคาเธ่ย์ฯ นำร่องขึ้นเซอร์ชาร์จน้ำมัน 34% นักวิเคราะห์เตือนเอเชียรับศึกหนักสุด

27 มีนาคม 2569 สื่อสิงคโปร์ "แชนแนล นิวส์ เอเชีย" (Channel News Asia) หรือ CNA รายงานว่า สายการบินในเอเชีย กำลังปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส (Singapore Airlines) หรือ SIA ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ และสายการบินต้นทุนต่ำอย่างสกู๊ต (Scoot) เป็นหนึ่งในสายการบินที่ได้รับผลกระทบ

นักวิเคราะห์ด้านการบิน ชี้ว่า สายการบินและสนามบินในเอเชีย อาจได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากน้ำมันส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถูกปิดกั้นนั้น มีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย สายการบินบางแห่งได้ระงับเที่ยวบินบางส่วนไปแล้ว แต่สายการบินอื่นๆ อาจทำเช่นนั้นหากสงครามยืดเยื้อต่อไป

โฆษกของ SIA เปิดเผยว่า SIA และสายการบินสกู๊ต ได้ปรับเพิ่มราคาค่าโดยสารในทุกเที่ยวบิน เพื่อตอบสนองต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนสายการบิน คาเธ่ย์ แปซิฟิก (Cathay Pacific) ของฮ่องกง ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (26 มีนาคม 2569) ว่าจะเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับทุกเที่ยวบินอีก 34% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และจะทบทวนทุกสองสัปดาห์

ส่วนการบินไทย (Thai Airways) เตรียมจะขึ้นราคาค่าโดยสาร 10-15% เพื่อรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สายการบินต้นทุนต่ำก็กำลังปรับราคาขึ้นเช่นกัน สายการบินต้นทุนต่ำของมาเลเซีย "แอร์เอเชียเอ็กซ์" (AirAsia X) เปิดเผยต่อ CNA ว่า ได้ปรับราคาค่าโดยสารทั่วทั้งเครือข่าย หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยระบุว่ามาตรการนี้ เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

สายการบินต้นทุนต่ำ เซบู แปซิฟิก (Cebu Pacific) ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าจนถึงเดือนพฤษภาคม จะปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 20-26% เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

มายูร์ ปาเตล หัวหน้าฝ่ายการค้าและอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน "โอเอจีน เอวิเอชั่น" (OAG Aviation) ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งต่อสายการบินและสนามบินในภูมิภาคอาจรุนแรง จากการที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแทบจะไม่สามารถสัญจรได้แล้วนั้น เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก โดย 84% ของน้ำมันดิบ ที่ผ่านช่องแคบนี้ มีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย

น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินกลั่นมาจากน้ำมันดิบ ปาเตล บอกว่า เอเชียได้รับน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง และได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ จากการปิดช่องแคบอย่างมีประสิทธิภาพ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากระหว่าง 85-90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในเดือนที่แล้ว มาอยู่ที่ระหว่าง 150- 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ข้อมูลของหน่วยงานตรวจสอบราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ชี้ว่า ราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ของน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินอยู่ที่ 197 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนนี้ ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ในระดับปกติ

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ (New York Times) ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าน้ำมันดิบ เนื่องจากมักเป็นผลิตภัณฑ์กลั่นชนิดแรกที่ขาดแคลน และส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน มีมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ต้องจัดเก็บในถังเฉพาะ และไม่สามารถเก็บไว้นานได้โดยไม่เสื่อมสภาพ นั่นหมายความว่ามีปริมาณสำรองน้อยกว่า ที่จะรองรับการหยุดชะงักของอุปทาน นอกจากนี้ น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินยังขึ้นอยู่กับส่วนประกอบเฉพาะที่หาทดแทนได้ยาก ทำให้มีทางเลือกน้อยลงเมื่ออุปทานตึงตัว 

รายงานยังระบุด้วยว่า ประเทศที่สกัดน้ำมันดิบ มักไม่ใช่ประเทศที่กลั่นน้ำมันดิบด้วย ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินรายใหญ่ แต่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื้อเพลิงการบินคิดเป็น 20-30% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสายการบิน จึงอยู่ในภาวะที่ถูกบีบให้ต้องปรับราคาค่าตั๋วเครื่องบินระหว่าง 5-10% หรือมากกว่านั้น หากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการดำเนินงานและกลยุทธ์การจัดการเชื้อเพลิงได้