หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในตลาดโลก รวมถึงต้นทุนน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก โดยล่าสุดราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร หากนับตั้งแต่สงครามปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดีเซลขึ้นจาก 28.94 บาท มาเป็น 37.94 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนทั้ง ภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันในครั้งนี้ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หอการค้าไทยจึงขอให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก เป็นต้น ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมี่ยมที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์และการผลิตของประเทศ