ราชกิจจาฯ ออกคำสั่งด่วน ไฟเขียวดึง “น้ำมันสำรอง” รับมือวิกฤต
22 มี.ค. 2569
ราชกิจจาฯ ปรับมาตรการน้ำมัน ไฟเขียวผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกใช้ได้ทันที แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ
Business
22 มี.ค. 2569
ราชกิจจาฯ ปรับมาตรการน้ำมัน ไฟเขียวผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกใช้ได้ทันที แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ
23 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ฉบับใหม่ เพื่อปรับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง รับมือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเปิดทางให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
คำสั่งดังกล่าวลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง และลดความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ คือ การยกเลิกข้อกำหนดเดิมบางส่วนเกี่ยวกับการสำรองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดให้ต้องสำรองน้ำมันในอัตรา 3.5% และ 3% ตามลำดับในช่วงเวลาที่กำหนด
การปรับเงื่อนไขดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำสต๊อกน้ำมันสำรองออกมาใช้ได้ทันที เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบและเร่งกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ลดปัญหาคอขวดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้าในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง
ทั้งนี้ คำสั่งอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ก่อนหน้านี้ กรณีผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถสำรองน้ำมันได้ตามเกณฑ์ หรืออาจเกิดความเสียหายเกินสมควร อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถออกคำสั่งผ่อนผันได้เป็นรายกรณี
การออกคำสั่งฉบับใหม่ครั้งนี้ สะท้อนแนวทางของภาครัฐในการปรับนโยบายเชิงรุก เพื่อให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับความไม่แน่นอนของตลาดโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน
คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป และถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกผันผวน
