"ประธานสภาอุตฯ" ผ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เมื่อ "อ่าวฮอร์มุซ" ถูกปิด พลังงานไทยจะไปทางไหน?
11 มี.ค. 2569
"ประธานสภาอุตฯ" ประเมินฉากทัศน์ "ผ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง" เมื่อ "อ่าวฮอร์มุซ" ถูกปิด พลังงานไทยจะไปทางไหน?
Business
11 มี.ค. 2569
"ประธานสภาอุตฯ" ประเมินฉากทัศน์ "ผ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง" เมื่อ "อ่าวฮอร์มุซ" ถูกปิด พลังงานไทยจะไปทางไหน?
11 มีนาคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สรุปประเด็นสำคัญจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง หรือ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก โดยระบุถึงมาตรการตั้งรับฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด และโอกาสในการปรับโครงสร้างความมั่นคงไทย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า ภาคเอกชนได้มีการหารือร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประเมิน "ฉากทัศน์" ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย
ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบเร็วภายใน 1 เดือน (ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุ) ผลกระทบต่อไทยยังอยู่ในวงจำกัด
ฉากทัศน์ที่ 2 สถานการณ์บานปลายยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้น
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามลุกลามและยืดเยื้อเป็นปี ราคาน้ำมันอาจแตะ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ไทยลดลงเหลือเพียง 1.3 - 1.6% (จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.6 - 2.0%) และหากยืดเยื้อเกิน 6 เดือน มีโอกาสที่ GDP จะร่วงต่ำกว่า 1.3% ทันที
ประธาน ส.อ.ท. ยืนยันว่า จากการประชุมร่วมกับรัฐบาล นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านปริมาณสำรองพลังงาน
"ขณะนี้เรามีน้ำมันสำรองอยู่ในประเทศประมาณ 40 กว่าวัน และถ้ารวมส่วนที่กำลังอยู่ระหว่างการบริหารจัดการจะมีใช้แน่นอน 60 วัน ซึ่งมากเพียงพอ ประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกแห่ไปเติมน้ำมันจนเกิดความวุ่นวายบริเวณชายแดน"
ทั้งนี้ นายเกรียงไกร ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีการกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจากเดิม 80-90% เหลือเพียงประมาณ 50% โดยนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ แทน เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 29% สหรัฐอเมริกา 12-13% ซาอุดีอาระเบีย 9% แหล่งอื่นๆ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย และแอฟริกาตะวันตก (ไนจีเรีย)
ข้อสังเกตสำคัญในครั้งนี้คือ ราคาน้ำมันดิบไม่ได้พุ่งกระฉูดรวดเร็วเหมือนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้ ซัพพลาย ล้นตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซ LNG กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 10 ดอลลาร์ ไปแตะที่ 20 ดอลลาร์ต่อหน่วย ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยที่มีสัดส่วนการใช้ก๊าซ 30-40%
"สิ่งที่เบาใจได้คือ ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยดีกว่าช่วงปี 2022 ตัวเลขไม่ติดลบเป็นตัวแดงเหมือนก่อน ทำให้มีกลไกบรรเทาผลกระทบด้านราคาได้ในระดับหนึ่ง" นายเกรียงไกร ระบุ
ในมิติของการส่งออก นายเกรียงไกรระบุว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหนักหากสงครามบานปลาย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก ข้าว ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้
แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส ประธาน ส.อ.ท. มองว่าไทยสามารถพลิกเป็น "เซฟเฮเวน" ของการลงทุน เนื่องจากวางตัวเป็นกลางและมีความมั่นคงทางอาหารสูง
โดยเฉพาะในขณะที่มหาอำนาจอย่างจีนเริ่มสั่งโรงกลั่นระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลและเบนซินเพื่อความมั่นคงภายใน ไทยจึงต้องเร่งสร้าง ซัพพลาย Chain ภายในประเทศ และหาพันธมิตรใหม่ เช่น การเจรจาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพื่อลดการขาดดุลการค้าและสร้างความมั่นใจในระยะยาว
นายเกรียงไกร ทิ้งท้ายด้วยการเสนอให้ภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลเร่งผลักดัน 3 มาตรการเร่งด่วน การใช้พลังงานหมุนเวียน (RE) โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุน ไบโอฟิวล์ นำพืชเกษตร (ปาล์ม, ข้าวโพด, อ้อย) มาผลิตน้ำมันชีวภาพเหมือนโมเดลบราซิล
