ชำแหละ ปม”คดีศักดิ์สยาม” มันจบที่ศาลรธน.มาแล้ว
ศ.พิเศษ วิชา ชี้ประเด็นในทางกฎหมายว่า "ศาลรธน.เขียนรองรับว่า คำวินิจฉัยของศาลรธน.ให้ทุกฝ่ายเป็นที่สุดต้องยอมรับ เพราะอะไร เพราะไม่ต้องการให้ใครใช้ดุลพินิจไง เพราะฉะนั้นการที่ละเลยคำวินิจฉัยศาลรธน. และไม่ยึดที่ศาลรธน.ชี้ขาดมาแล้ว ก็เท่ากับว่าไม่ปฏิบัติตามรธน. แล้วไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่นเลย เพราะอะไร การที่หาทางออก เหตุที่เป็นอย่างนั้นที่บอกว่า มีข้อตกลงกับนายส. หรือ เคยทำกิจกรรม ถือหุ้นร่วมกันมาก็แล้วแต่"
จับไต๋ “ป.ป.ช.” แปลงสารคำวินิจศาลรธน.
"แต่ตอนนั้น ศาลรธน.ได้ชี้แล้วว่า ซุกหุ้น พอศาลรธน.ชี้ว่า ซุกหุ้น คุณ ( ป.ป.ช.) ก็ต้อง เอามา ไม่ใช่เอาหลักฐานที่เขาปรับเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรธน.แล้วนี่ กระบวนการอย่างนั้น เรียกว่า กระบวนการเอานิติกรรมที่ศาลรธน.วางหลักเอาไว้ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เอามาทำให้มันดี โปะหน้าให้มันเรียบร้อย ซึ่งก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริงคนละอย่างไปแล้ว เพราะฉนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคนละอย่าง ประชาชนเขาถึงรับไม่ได้ เพราะว่าเท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐาน ยอมรับว่า ไปตกลงกันเอง แล้วให้ศาลท่านพิพากษาตามยอม"
"ศาลรธน. ไม่ได้วินิจฉัยนะ ที่ว่าต่อมาภายหลัง มีการตกลงกัน แล้วศาลพิพากษา ที่เรียกว่า พิพากษาตามยอม ศาลท่านไม่มาดูหรอกว่า เบี่ยงเบนประเด็นอะไรหรือเปล่า ทำอะไรเกินเลยต่ออำนาจหรือเปล่า ปกปิดเกินจริงอะไรไหม ไม่เหมือนกับศาลรธน.เพราะศาลรธน.ชี้ขาดข้อเท็จจริงมาถึงท่านตั้งแต่แรกว่าซุกหุ้นหรือเปล่า ปกปิดไม่แจ้งหรือเปล่า แต่ท่านไม่ได้มีอำนาจชี้ว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่ของท่านหมายถึงว่า ถ้ารมต.ปิดบังอำพราง แอบเอาข้อมูล และไม่สละหุ้นที่ตนครอบครองอยู่ ก็ถือว่าผิดตามกฎหมายคุณสมบัติรมต. เพราะฉนั้นมันก็จะจบตรงนั้น ส่วนหน้าที่ต่อมาที่จะดูว่า ยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือเปล่า เป็นหน้าที่ป.ป.ช. ก็จบแค่นั้น ไม่ต้องรื้อฟื้นอะไร พูดแค่นี้ก็รู้แล้ว ในฐานะผู้ใหญ่ ผมไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เรื่องนี้จบตรงนี้ ว่าคุณมีหน้าที่อะไร คุณทำหน้าที่นั้นหรือเปล่า" ศ.พิเศษ วิชา กล่าวทิ้งท้าย