ชำแหละปมส่งออกน้ำมันไปลาว แลกไฟฟ้า ผลักภาระค่าไฟแพงให้ประชาชน
05 มี.ค. 2569
ชำแหละปมส่งออกน้ำมันไปลาว แลกไฟฟ้า ในขณะที่ไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ผลักภาระค่าไฟแพงให้ประชาชน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่พลังงานทำกำไรนิวไฮ เฉียด 30,000 ล้านบาท
Business
05 มี.ค. 2569
ชำแหละปมส่งออกน้ำมันไปลาว แลกไฟฟ้า ในขณะที่ไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ผลักภาระค่าไฟแพงให้ประชาชน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่พลังงานทำกำไรนิวไฮ เฉียด 30,000 ล้านบาท
5 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า “น้ำมันแลกไฟ ซ่อนเงื่อนงำสัญญาไม่เป็นธรรมผลักภาระค่าไฟแพง”
กรณีการส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว ว่า เป็นเงื่อนไข “แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ไฟฟ้ามาใช้” นั้น...ในฐานะคนทำงานการเมืองที่คลุกคลีกับความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาค่าไฟแพง เป็นวาระของรัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
1. “จำเป็น” ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน กับความจริงที่ถูกปิดบัง เพราะวันนี้ไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบกว่า 45% แต่ตามมาตรฐานสากล เกณฑ์ปกติควรอยู่ที่ 15-25% นี่คือการ "สำรองจนล้นเกิน"
การจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าที่หยุดนิ่งจากกำลังผลิตที่ว่างเปล่าถึง 15,473 เมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนนี้มาจากสิ่งที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย (AP)" หรือค่าจองสิทธิที่รัฐต้องจ่ายให้เอกชนเป็นประจำเพื่อการันตีการเปิดเครื่อง แม้จะไม่มีการผลิตไฟจริงหรือไฟฟ้าจะสำรองล้นระบบก็ตาม ต้นทุนมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกปัดไปรวมอยู่ใน "บิลค่าไฟ" ของพี่น้องประชาชนในทุกๆ เดือน
ความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ "โรงไฟฟ้าในลาว" ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาซื้อไฟมานั้น แท้จริงแล้วคือ "โครงการของกลุ่มทุนใหญ่ไทย" ที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน แล้ววกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน
2. นายทุนพลังงานกำไรนิวไฮ ขณะที่พี่น้องเกษตรกรและมนุษย์เงินเดือนต้องปาดเหงื่อกับค่าไฟแพง
เมื่อหันไปดูงบการเงินของยักษ์ใหญ่พลังงานในปี 2568-2569 กลับพบภาพที่บาดตา คือกลุ่มทุนไทยที่ข้ามไปลงทุนในลาว โกยกำไรสุทธิโตขึ้นกว่า 106% ทะลุหลายพันล้านบาทจากการขายไฟคืนให้ไทย และบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงานในประเทศทำกำไรนิวไฮเฉียด 30,000 ล้านบาท
ขณะที่หนี้สินสะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ ช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 จากการแบกรับภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีหนี้ค้างชำระประมาณ 70,000 ล้านบาท (ผลักภาระให้ประชาชน) และยังมีหนี้เงินกู้ของ กฟผ. อีกก้อนที่สูงถึง 110,000 ล้านบาทเศษ
ระบบที่ "นายทุนนั่งเฉยๆ ก็รวย แต่คนจ่ายหนี้คือประชาชน" ภายใต้สัญญาที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย" รัฐบาลไทยได้ไปเซ็นตกลงว่า "ต่อให้โรงไฟฟ้าของคุณไม่ได้เดินเครื่องแม้แต่วินาทีเดียว ประชาชนไทยก็ต้องจ่ายเงินให้นายทุน"
3. ภาพในอนาคตที่ฝากรัฐบาลใหม่ คือร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ที่กำลังจะคลอดในเดือนพฤษภาคมนี้ หากรัฐบาลยังใช้สูตรเดิมคือ “พยากรณ์ความต้องการให้สูงเกินจริง” เพื่อหาข้ออ้างสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ หรือเซ็นสัญญาซื้อไฟเพิ่มจากโครงการข้ามพรมแดนของพรรคพวกตนเอง นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลกำลัง “วางระเบิดเวลา” ไว้ที่อนาคตของลูกหลานเราไปอีก 30 ปี หรือถึงเวลา “รื้อ” เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน
ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้อยู่รับใช้รัฐบาล แต่รัฐบาลต่างหากต้องอยู่รับใช้ประชาชน นั่นคือ “ไม่มีสัญญาใดใหญ่กว่าความเดือดร้อนของประชาชน” รัฐบาลจะอ้างว่าแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ไม่ได้เพราะกลัวเสียความเชื่อมั่นนักลงทุนไม่ได้อีกต่อไป เพราะ "ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลสำคัญกว่า"
ต้องทบทวนการอนุมัติโรงไฟฟ้าใหม่จนกว่าไฟฟ้าสำรองจะลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล เร่งการเปิดเสรีพลังงานสะอาดให้ประชาชนผลิตเอง-ใช้เอง-ขายเอง (Net Metering) ได้จริง ไม่ใช่กั๊กไว้ให้แต่นายทุน และเจรจาสัญญาที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ตามหลักกฎหมายปกครองและรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนและสัญญานั้นสร้างภาระที่ "เกินสมควร" รัฐมีอำนาจและหน้าที่ต้องแก้ไขเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ถ้ารัฐบาลยังบอกว่าแก้ไขไม่ได้ นั่นคือการยอมรับว่า “อำนาจทุนอยู่เหนืออำนาจอธิปไตย” และถึงเวลาที่เราต้องเลิกเกรงใจกลุ่มทุน แล้วหันมาเกรงใจประชาชนที่กำลังจะหมดตัวเพราะค่าครองชีพได้แล้วครับ
