svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

บางจากเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 73 ดันรายได้ล้านล้าน

19 ก.พ. 2569

กลุ่มบางจาก เดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์ ตั้งเป้าปี 2573 ดันรายได้แตะ 1 ล้านล้านบาท EBITDA ทะลุ 1 แสนล้านบาท

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอดขายขยายตัว 4-5 เท่า จากระดับหลักแสนล้านบาท สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาทในปีนี้ สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับปี 2568 กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท ในขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2567 รวมทั้งรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจในกลุ่มควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน โดยไตรมาส 4 ปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา ทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

สำหรับหมุดหมายสำคัญของปีนี้คือการเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) ด้วยวงเงินลงทุน 270 ล้านดอลลาร์ (ราวกว่า 8,000 ล้านบาท) ซึ่งนายชัยวัฒน์ระบุว่า เป็นดีลเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดประตูสู่ตลาดสากลอย่างแท้จริง โดยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ส่วนต่างราคา ที่ตลาดค้าปลีกน้ำมันฮ่องกงอยู่ระดับสูง โดยราคาขายปลีกเฉลี่ย 120 บาทต่อลิตร เทียบกับไทยราว 30 บาทต่อลิตร ทำให้มีกระแสเงินสดที่น่าสนใจและชัดเจน ขณะที่โครงสร้างตลาดเป็นเสรีไม่มีการแทรกแซงราคาจากภาครัฐต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค

2. ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก ทั้งทางอากาศและทางทะเล CHK มีคลังน้ำมันอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ รองรับการเติมน้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Fuel) ซึ่งมียอดขายสูงกว่าพันล้านลิตรต่อปี ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานระหว่างประเทศ

บางจากเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 73 ดันรายได้ล้านล้าน บางจากเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 73 ดันรายได้ล้านล้าน

 

ด้านการบริหารแบรนด์ บางจากจะยังคงใช้แบรนด์ Chevron ต่อไป และจะค่อยๆ ปรับแบรนด์ในช่วง 2 ปี และดูตลาดใน 5 ปี ภายใต้สัญลักษณ์ “License by Bangchak” เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างการรับรู้แบรนด์บางจากในระดับสากลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบเปลี่ยนผ่านจนกระทบความเชื่อมั่นตลาด ก่อนประเมินการเปลี่ยนแบรนด์อีกครั้ง 

"ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบกิจการ และคาดว่ากระบวนการเข้าซื้อจะแล้วเสร็จไตรมาส3 ปีนี้ และหลังจากนั้นบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น บางจากฮ่องกง นี่เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ (Pegged) ลดความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน เราประเมินว่าจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี การรุกเข้าสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันโดยมีฐานในฮ่องกงเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่งนั้น จะช่วยให้ขยายโครงข่ายการค้าให้เติบโตอย่างมั่นคง และช่วยให้เกิดการแสวงหาโอกาสในธุรกิจต้นน้ำ หรือการสำรวจและผลิตใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะลงทุนชัดเจนเร็วๆ นี้”

ทั้งนี้ หลังการควบรวมโรงกลั่นบางจากกับโรงกลั่นศรีราชา (เอสโซ่เดิม) ทำให้กลุ่มบางจากมีกำลังการกลั่นรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน สูงที่สุดในประเทศ และสามารถสร้าง Synergy ได้แล้วกว่า 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การผสานพลังดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน เสริมความสามารถแข่งขัน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์ รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

บางจากเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 73 ดันรายได้ล้านล้าน บางจากเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 73 ดันรายได้ล้านล้าน

ในระยะยาว กลุ่มบางจากตั้งเป้าภายในปี 2573 จะก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับล้านล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้ 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA 1 แสนล้านบาท เป้าหมายดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานการขยายธุรกิจทั้งพลังงานดั้งเดิม พลังงานสะอาด ธุรกิจค้าปลีก และการลงทุนต่างประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม จากการตั้งเป้าหมายมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 1 เท่าตัวภายในปี 2573 โดยเน้นปรับโครงสร้างองค์กรให้ครอบคลุมธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ

นอกจากนี้ให้ความสำคัญกับธุรกิจต้นน้ำและการเทรดดิ้ง ในต่างประเทศเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนกำไรตัวใหม่ในอนาคต แม้จะเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันโลก โดยมีเป้าหมายรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้งไว้ที่ระดับ A+

บางจากให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (ESG) และ “คน” เป็นหัวใจหลักของการเติบโต บริษัทภูมิใจที่ติดอันดับ 1 ใน 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด โดยองค์กรมี Purpose ชัดเจน และมี “DNA สีเขียว” ที่มุ่งดูแลโลก ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ การเติบโตต้องไม่ทิ้งโลกและสังคม เราเชื่อว่าความยั่งยืนคือความสามารถในการแข่งขันระยะยาว