svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

เปิด 4 จุดแข็งที่ ASML มั่นใจไทย แนะรัฐบาลใหม่ทำ Grand strategy ดึงมาลงทุน

07 ก.พ. 2569

นักวิชาการ มธ.ชี้ 4 จุดแข็งที่ ASML มั่นใจไทย แนะรัฐบาลใหม่ทำ Grand strategy ดัน “เซมิคอนดักเตอร์” โตระยะยาว พร้อมชงปรับแก้กฎระเบียบ เปิดช่องเกิด “Venture Capital”

7 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่บริษัท ASML ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก จากประเทศเนเธอร์แลนด์ มีความสนใจและได้เข้ามาหารือ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน คือ 1. ไทยมีจุดแข็งที่มีศักยภาพมากพอจนได้รับความสนใจ 2. ยุทธศาสตร์ของทาง ASML เองที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาจากจีน
 

สำหรับจุดแข็งของไทย แม้หลายฝ่ายจะมองไทยเป็นประเทศ ที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ทั้งในทางการเมือง และเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ล่าสุดที่ Financial Times ยังวิเคราะห์ว่า ไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย (Sick Man of Asia) แต่หากมองให้ลึกลงไป ไทยยังมีจุดเด่นที่หลายคนอาจจะมองข้าม และเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจาก ASML 
 

 ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยค่อนข้างมีศักยภาพที่ดี ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือ การประกอบ และทดสอบชิป รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น power sensor แผงวงจรพิมพ์ (PCB) หรือฮาร์ดดิสก์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องพิมพ์ต่างๆ

2. มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการทำงานของเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า และมีเสถียรภาพมากกว่าประเทศใกล้เคียง เช่น เวียดนาม
 

3. ไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงจะเกิดสงครามในระดับภาพใหญ่
 

4. ฐานการผลิตของไทยน่าเชื่อถือ (Trusted Production Base) หากมาลงทุนสร้างฐานการผลิตที่ไทย ความลับทางธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นจะไม่รั่วไหล เพราะไทยเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาที่นำเข้ามา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทย ในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ๆ ที่จะมาลงทุนในไทยเห็นภาพว่า มีการผลิตที่สามารถส่งออก และขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติอื่นๆ ให้ความสนใจไทยมากขึ้นอีก
 

“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือทำให้นักลงทุนมองว่า การลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10–20 ปี เท่านั้น แต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เรา เติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย” ศ. ดร.อาชนัน กล่าว
 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หาก ASML เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อสร้างซัพพลายเชนจริงๆ คาดว่าจะเป็นการทำชิ้นส่วนประกอบบางชิ้น ไม่ใช่เครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งเครื่อง และการหวังให้บริษัทข้ามชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ก็คงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของธุรกิจ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหวังให้บริษัทถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ แต่คือการสร้างความรู้ให้กับคนที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน หรือต่อยอดความรู้นั้นไปสู่นวัตกรรม หรือธุรกิจต่อไป ซึ่งรัฐบาลใหม่และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ควรจะต้องสร้างสภาพแวดล้อม และอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ให้คนเหล่านั้นใช้ความรู้ไปกับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น
 

ตัวอย่างเช่น การปรับแก้กฎระเบียบให้เกิดการเปิดให้สามารถระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจ (Venture Capital) ซึ่งที่ผ่านมา Venture Capital ของไทยส่วนใหญ่ผูกกับบริษัทใหญ่ๆ หรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ใช่บทบาท Venture Capital จริงๆ ที่กล้าเสี่ยงตั้งแต่เห็นแนวความคิดเกี่ยวกับธุรกิจ และกล้าปล่อยในส่วนที่ไปต่อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยมีแต่การอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคล (Personal Connection) ส่วนคนที่ไม่รู้จักใครก็ไปต่อไม่ได้