ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ปีนี้ 1.5 ล้านคัน ลุ้นส่งออกหนุน
29 ม.ค. 2569
ยอดผลิตรถปี 68 แตะ 1.45 ล้านคัน ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในสภาวะประคองตัว หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน
Business
29 ม.ค. 2569
ยอดผลิตรถปี 68 แตะ 1.45 ล้านคัน ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในสภาวะประคองตัว หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 2568 มีจำนวน 1.45 ล้านคัน เทียบปี 2567 ลดลง 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38% การผลิตรถยนต์ของไทยลดลงต่อเนื่อง 3 ปี โดยในปี 2565 ผลิตรวม 1.88 ล้านคัน, ปี2566 ผลิตรวม 1.83 ล้านคัน เป็นปีที่สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อชัดเจน ส่วนปี 2567 ผลิตรวม 1.46 ล้านคัน และปี 2568 ผลิตรวม 1.45 ล้านคัน
สำหรับการผลิตรถยนต์ปี 2568 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 956,230 คัน ลดลง 5.24% และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 499,339 คัน เพิ่มขึ้น 10.15% รถกระบะดับเบิลแคป ICE 571,903 คัน คิดเป็นสัดส่วน 39.29% รองลงมาเป็นรถยนต์นั่ง ICE 247,929 คัน สัดส่วน 17.03%, รถยนต์นั่ง HEV 214,317 คัน สัดส่วน 14.72%, รถกระบะ PPV 181,342 คัน สัดส่วน 12.46% และรถประเภทอื่นๆ 240,078 คัน สัดส่วน 16.15%
ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อยอดการผลิตรถในปี 2568 มาจากปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เนื่องจากการนำการผลิต EV ไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นถึง 794.32% จากปีก่อน ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 234 คัน ขณะที่ยอดขายในประเทศปี 2568 รถยนต์มียอดขายรวม 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.47% โดยยอดขาย BEV สะสมอยู่ที่ 120,301 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 80% ปี 2568 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประคองตัวได้ด้วย EV แม้ตลาดในประเทศยังเปราะบาง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลชัดเจน และจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
สำหรับปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% ก็ตาม
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ มาจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามวาระตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความหวังจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อรถยนต์และสินค้าอื่น ๆ มากขึ้น
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังมองเห็นสัญญาณบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนจริงเพียง 50-70% ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
“ปัจจัยบวกมาจากการลดดอกเบี้ยของประเทศหลัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่”
สำหรับเป้าหมายการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเป้าหมายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย รวมถึงการรุกตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูกจากจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ ซึ่งไทยต้องติดตามความนิยมของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่ายอดผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 100,000 คัน โดยปีนี้ผู้ผลิตบางรายอาจต้องปรับขึ้นราคารถยนต์ EV เนื่องจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 สิ้นสุดลง ประกอบกับราคาแร่ลิเธียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ EV 3.5 ผู้ผลิตรายใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการวางสายการผลิตประมาณ 2 ปี ดังนั้น กำลังการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570
สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเป้าหมายการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการซื้อรถกระบะ จะช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากปีก่อนที่อาจมีการลดวันทำงานลง รวมปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดวงจรการจ้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด
