svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาวปี 69 - 70

12 ม.ค. 2569

ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาว ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้าง ขีดแข่งขันถดถอย ส่งออก - ท่องเที่ยวเปราะบาง ความเสี่ยงโลกรุมเร้า

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ว่า การประชุม กนง.ล่าสุดสื่อสารชัดเจนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนเมื่อเทียบช่วงครึ่งแรกปีก่อน โดยเกิดจากปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นความท้าทายสำคัญเศรษฐกิจไทย

สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจปี 2568 รวมถึงระยะถัดไป โดยเฉพาะปี 2569-2570 มีแนวโน้มขยายตัวอัตราค่อนข้างต่ำสะท้อนภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ ซึ่งทำให้ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ 1.25% ถือเป็นระดับต่ำมาก หากพิจารณาเชิงประวัติศาสตร์มีเพียงช่วงโควิด-19 ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่านี้ และยังถือว่าอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบหลายประเทศทั่วโลก

ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาวปี 69 - 70 ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาวปี 69 - 70 ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาวปี 69 - 70 ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวชัด โตต่ำกว่าศักยภาพยาวปี 69 - 70

 

นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะพึ่งต่างประเทศสูงทั้งส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวทำให้อ่อนไหวจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและการถดถอยของความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง  แม้ปี 2568 การส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 12% แต่เชิงคุณภาพส่งออกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้ดีเหมือนในอดีต 

ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.

นอกจากนี้ ส่งออกยังมีสัดส่วนจากการนำเข้าสูง เพื่อผลิตสินค้าขั้นกลาง สวนทางกับภาคการผลิตที่แทบไม่โต  ในขณะเดียวกันการแข่งขันจากสินค้านำเข้าทวีความรุนแรงขึ้น โดยสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 15% ในปี 2555 เป็น 31% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด ยิ่งตอกย้ำว่าการส่งออกที่เติบโตมาพร้อมกับ import content ที่สูง โดยจะทำให้ภาคการผลิตในประเทศได้รับอานิสงส์จำกัด
 

ด้านการท่องเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบประเทศคู่แข่งสำคัญในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากปีก่อน โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวทั้งปีประมาณ 33 ล้านคน ลดลง 7% และยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ด้อยลงเช่นกัน 

ทั้งนี้ หากดูเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาดปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายได้ตัวเพียง 1.5% ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่เติบโตช้า การส่งออกสินค้าที่เริ่มเผชิญผลกระทบจากภาษีนำเข้าและฐานที่สูงในปีก่อน

รวมถึงยังมีแรงส่งจากภาครัฐที่ชะลอลงจากความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 เนื่องจากการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีความล่าช้าออกไป 2-3 เดือน

ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวถึงกรณีสหรัฐและเวเนซุเอลาว่า สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระดับโลก ซึ่งมีผลต่อความผันผวนทั้งในปัจจุบันและอนาคต 3 เรื่อง

1.ความไม่แน่นอนทางการค้า ในช่วงปีที่ผ่านมาโลกต่างได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

2.ความไม่แน่นอนด้านการทหาร ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดจากสงครามและการใช้กำลังอาวุธ โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทางทหาร ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในระดับสากล

3.ความไม่แน่นอนทางการเงิน ที่อาจจะเกิดความปั่นป่วนทางการเงินโลก ที่มาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการเงินโลกที่สหรัฐฯ มีบทบาทนำ

ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

สำหรับผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิภาคเอเชีย พบว่าประเด็นทางการเมืองเริ่มมีอิทธิพลมากกว่าเศรษฐกิจ โดยบริบทของรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ในประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้ส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า แม้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25% เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัว แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามหลายประเด็น โดยสิ่งที่น่าห่วงคือ Credit Risk และภาวะสินเชื่อหดตัว จากสถาบันการเงินกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่มี NPL สูงกว่า 10%

สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.

นอกจากนี้ยังพบว่า มีพฤติกรรมการคืนหนี้ (Repayment) มีมูลค่าสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ในหลายหมวด เนื่องจากทั้งลูกจ้างและธุรกิจระมัดระวังการสร้างภาระหนี้เพิ่มในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ทั้งนี้หากดูความเสี่ยงจากต่างประเทศ พบว่าที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ ภาวะ Stretch Valuation ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Repricing หรือการปรับฐานราคาที่รุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบต่อภาวะการเงินโลก

ความเสี่ยงด้านเครดิตของประเทศยักษ์ใหญ่ ปัญหาหนี้สาธารณะในอิตาลี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้นและสร้างความตึงตัวในตลาดการเงินโลก

รวมถึงนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีนำเข้าและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รวมถึงความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หรือกรณีเวเนซุเอลาที่ถูกใช้เป็นหมากในเกมมหาอำนาจ จะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการส่งออกและการลงทุน