ใช้โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ตลาดอาเซียนเป็นจุดขาย
นายอนุทินกล่าวว่า ไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบคมนาคมที่กระจายทั่วภูมิภาค มีทางออกทะเลทั้งสองด้าน รวมถึงโครงข่ายทางบก ราง อากาศ และเรือ นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานจึงไม่ได้เข้าถึงเฉพาะตลาดในประเทศราว 70 ล้านคน แต่สามารถเชื่อมตลาดอาเซียนราว 700 ล้านคนได้
รัฐบาลยังมองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมาเริ่มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายที่เตรียมเชื่อมหนองคาย สปป. ลาว จีนตอนใต้ ลงไปถึงภาคใต้และต่อกับมาเลเซีย ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานกระจายสินค้าหลายทิศทาง
พร้อมผลักดันพลังงานสะอาด ลดต้นทุนครัวเรือน สร้างรายได้ใหม่
ด้านพลังงาน แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาปริมาณขาดแคลน ขณะที่การลดการใช้น้ำมันและหันไปใช้ไฟฟ้าและพลังงานธรรมชาติมากขึ้นช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบพลังงานของประเทศด้วย
อีกมาตรการที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน พร้อมสร้างรายได้ระยะยาว และนำไฟฟ้าที่เหลือไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหรือบริการสาธารณะ เมื่อชาวบ้านทุกหลังคาเรือนขายไฟส่วนที่เหลือกลับคืนเข้ามา เราก็มีปริมาณไฟจำนวนหนึ่งไปฟีดในภาคอุตสาหกรรมด้วย
ขณะที่ผลจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ถือว่าได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศไทย ทั้งความปลอดภัย ระบบบริการ และศักยภาพคนไทยในการจัดงานระดับโลก
พร้อมกันนี้ รัฐบาลมองว่าผลจากเวทีดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจ MICE การลงทุน และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการมีตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพจริงของประเทศจะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันดึงเงินลงทุนเข้าสู่ไทยในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ยืนยันน้ำมันในประเทศเพียงพอ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน–ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเป็นธรรม
นายอนุทิน ยังเผยถึงการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความจำเป็นในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความมั่นคงด้านพลังงานว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ โดยประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ทั้งก๊าซธรรมชาติ ลม และแสงอาทิตย์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศจะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งผันผวนตามสถานการณ์และเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศยังมีเพียงพอ
ปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอจนต้องบริหารจัดการสต็อกและพิจารณาเรื่องการส่งออกน้ำมัน เนื่องจากมีน้ำมันส่วนเกิน แม้ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันในปริมาณเดิม แต่ประชาชนให้ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานประเภทอื่นมากขึ้น ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานจากธรรมชาติ รวมถึงการลดการใช้น้ำมันในเครื่องยนต์สันดาป
สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้นำไฟฟ้าส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้กลับเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐ และรับเงินจากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนดังกล่าว เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชนและเปิดโอกาสให้ครัวเรือนสร้างรายได้ในระยะยาว หากมีไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมและกิจการสาธารณะ โดยรัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าวมาตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจและความร่วมมือจากประชาชน
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันการจ่ายเงินเยียวยาสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลและคุณสมบัติครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินบางกรณีอาจล่าช้า เนื่องจากต้องตรวจสอบว่าผู้ขอรับความช่วยเหลือมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ต้องพิจารณาความช่วยเหลือเป็นรายครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในต่างจังหวัดมีระบบตรวจสอบที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นประจำ เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภัยอยู่บ่อยครั้ง โดยนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านมีข้อมูลเกี่ยวกับครัวเรือนและสามารถช่วยยืนยันผู้ประสบภัยได้ แต่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในลักษณะดังกล่าวได้ไม่บ่อย จึงต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลเจ้าของบ้าน ผู้เช่า ผู้มีบัตรและไม่มีบัตร ตลอดจนบุคคลต่างด้าวและผู้ที่มีสถานะแตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณไปถึงผู้ประสบภัยจริงและไม่เกิดการเอาเปรียบกัน