เนชั่นทีวี

Business

นักวิชาการ มธ.แนะออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ชู Local Content หนุนลงทุนไทย

01 ก.ย. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการ มธ.แนะออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ชู Local Content หนุนลงทุนไทย

นักวิชาการ มธ. แนะออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคุมการ ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย เร่งดัน Local Content ดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชนยั่งยืน

นักวิชาการ มธ. แนะออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคุมการ ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย เร่งดัน Local Content ดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชนยั่งยืน

KEY

POINTS

  • เตือนไทยไร้เงื่อนไขคัดกรอง: นักวิชาการ มธ. ชี้ไทยเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบไร้เกณฑ์คัดกรองความยั่งยืน สวนทางเพื่อนบ้านอาเซียนที่เริ่มชะลอและเข้มงวดเรื่องผลกระทบ
     
  • เสนอออก พ.ร.บ. กำกับเฉพาะ: เร่งดัน "พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์" เพื่อแก้ปัญหากฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมทำ SEA ประเมินผลกระทบพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
     
  • ผลักดัน Local Content ดึงไทยเข้าซัพพลายเชน: เสนอกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบและเทคโนโลยีในประเทศ ชูการสร้างมูลค่าระยะยาวดีกว่าพึ่งพานำเข้าอุปกรณ์สำเร็จรูป

1 กันยายน 2569 ผศ.นนท์ นุชหมอน นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มธ. เตือนไทยขาดมาตรการคัดกรองการ ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ จนเสี่ยงเสียประโยชน์ระยะยาว เสนอบอร์ด ดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งคลอด พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ กำกับดูแลเฉพาะ เพื่อลดความซับซ้อนของกฎหมาย และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมดันเงื่อนไข Local Content บังคับใช้เทคโนโลยีไทย ดึงผู้ประกอบการในประเทศเข้าสู่ซัพพลายเชน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่า นักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว หรือความยั่งยืนออกมา

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ อาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า ไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย 

 

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจนว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไหร่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย

 

“กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย” ผศ.นนท์ กล่าว

 

ผศ.นนท์ กล่าวต่อไปว่า เพราะถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้วจะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือกล่าวคือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนมาก เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม 

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้ 

 

รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทย ก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลัก สำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ

 

นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากก็จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ตอนนี้ก็ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการชิ้นส่วนต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย

“ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิงมหภาค (Macro) เป็นเท่าไหร่ โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและจะช่วยให้ทิศทางต่างๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น” ผศ.นนท์ กล่าว

 

 

ข่าวล่าสุด