เปิดประชาพิจารณ์ ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท คุมกองทุนหมื่นล้าน
26 ส.ค. 2569 | titayu_pur

เปิดประชาพิจารณ์ ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ถึง 28 ก.ย. 69 ด้าน วีระศักดิ์ ย้ำบริหารกองทุนหมื่นล้านโปร่งใส ลุยทำประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวต่างชาติ
Business
26 ส.ค. 2569 | titayu_pur

เปิดประชาพิจารณ์ ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ถึง 28 ก.ย. 69 ด้าน วีระศักดิ์ ย้ำบริหารกองทุนหมื่นล้านโปร่งใส ลุยทำประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวต่างชาติ
KEY
POINTS
26 สิงหาคม 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศจัดเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ต่างชาติ 450 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 24 ส.ค. - 28 ก.ย. 2569 โดย "วีระศักดิ์ โควสุราษฎร์" เผย "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" กำชับให้จัดเวทีเสวนาฟังเสียงทุกฝ่าย เพื่อความโปร่งใสในการบริหาร กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ก้อนใหญ่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมดันไอเดีย ประกันภัยนักท่องเที่ยว 3 ชั้น ช่วยดูแลความปลอดภัยคนเดินทาง และลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลของคนไทยอย่างยั่งยืน
ความคืบหน้าล่าสุดของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อค่าเหยียบแผ่นดิน ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยเปิดให้ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.-28 ก.ย. 2569 บนช่องทางระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th และเว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา secretary.mots.go.th
สาระสำคัญของร่างประกาศฯ ได้แก่ การกำหนดค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคน สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้หลายครั้งโดยไม่ต้องชำระอีก หากอยู่ในระยะเวลา 30 วัน และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันภัยที่จัดไว้ให้ สำหรับการเดินทางเข้าประเทศทางอากาศ เริ่มจัดเก็บนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ส่วนการเดินทางทางบกและทางน้ำ จะจัดเก็บภายหลัง 1 ปี
ทั้งนี้มีข้อยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ ราชอาคันตุกะและแขกของรัฐบาล ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ผู้มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ผู้ใช้หนังสือผ่านแดน (Border Pass) ผู้โดยสารกลุ่มแวะพักชั่วคราว (Transit) ลูกเรือ และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
โดยวานนี้ (25 ส.ค.) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ เพื่อติดตามความคืบหน้า พร้อมรับฟังข้อเสนอและมุมมองจากภาคเอกชนท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศ ณ ห้องประชุมสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA)
นายวีระศักดิ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานฯ ว่า ปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งเมื่อก่อนระบบของไทยมักใช้วิธีการเปิดรับฟังผ่านเว็บไซต์ของกฤษฎีกาเป็นเวลา 15 วันแล้วก็จบไป
แต่ในครั้งนี้ ท.ท.ช. กำหนดว่าจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 30 วัน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้กำชับว่าอย่าเปิดประชาพิจารณ์เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ขอให้จัดเวทีเสวนาพูดคุยกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเติมด้วย
“ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เมื่อหลายปีก่อน เคยพูดถึงตัวเลขการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวประมาณ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้กำหนดอัตราจัดเก็บที่ 450 บาท เท่ากับว่าจะมีเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาท กลายเป็นกองทุนหมื่นล้าน จึงต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะให้กว้างขวางและละเอียดพอ”
ทั้งนี้ มองว่าตัวเลขอัตราจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวฯ ระดับ 300-400 บาท ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจากหลายประเทศได้ทยอยปรับขึ้นราคาเช่นกัน ประกอบกับไทยกำลังมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หากใครไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมฯ ในราคานี้ได้ ก็ถือว่าเป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่าง ภาคท่องเที่ยวไทยจึงต้องกลั้นใจสักนิดว่าเราอาจสูญเสียตลาดนักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวเรื่องราคาไปบ้าง แต่จะได้คัดกรองนักท่องเที่ยวไปในตัว
ขณะเดียวกัน มองว่ารูปแบบการจัดเก็บควรกำหนดหลายช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด เช่น การจัดเก็บผ่านตั๋วเครื่องบิน การกดชำระเงินผ่านลิงก์บนระบบ TDAC ที่นักท่องเที่ยวต้องลงทะเบียนรับบัตรขาเข้าเมืองทางออนไลน์ หรือมีจุดรับชำระเงินในสนามบิน เป็นต้น เพื่อลดปัญหาคอขวดหน้าด่านสนามบิน
ทาง ATTA ระบุในที่ประชุมฯ ว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ เข้ากองทุน ถือเป็นครั้งแรกของภาคท่องเที่ยวไทยที่จะได้เห็นเงินหมื่นล้านบาท จากเงินรายได้แผ่นดินนอกงบประมาณ จึงขอให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับการบริหารค่าใช้จ่ายของกองทุน ขณะเดียวกันทางปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ (ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฯ ตาม พ.ร.บ.) เคยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ว่าจะไหวหรือไม่ ตนจึงเสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการบริหารและการใช้เงินกองทุนว่าจะต้องดำเนินอย่างโปร่งใส และเป็นสาธารณะกว่าปกติ เช่น อาจมีการออกข้อกำหนดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมรับทราบทุกเรื่องเกี่ยวกับการบริหารกองทุน อาจจะไม่มีสิทธิ์โหวต แต่รับรู้ทุกเรื่อง และใช้วิธีเปิดกล้องวงจรปิด (CCTV) เผยแพร่การประชุมต่อสาธารณะ
นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ตนมีไอเดียเกี่ยวกับระบบประกันภัย 3 ชั้นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เป้าหมายสำคัญคือการลดภาระภาษีของคนไทยในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินให้ชาวต่างชาติ ได้แก่
ชั้นที่ 1 เป็นประกันภัยพื้นฐานที่ได้จากการบังคับเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อคุ้มครองอุบัติเหตุทั่วไปทันทีที่เหยียบแผ่นดินไทย และแน่ใจได้ว่านักท่องเที่ยวจะได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินที่ดีที่สุด
ชั้นที่ 2 บังคับซื้อประกันภัยหน้างานเมื่อนักท่องเที่ยวต้องทำกิจกรรมเสี่ยงอันตรายสูงเกินปกติ เช่น ดำน้ำลึก ปีนหน้าผา บันจี้จัมพ์ และอื่นๆ
ชั้นที่ 3 บังคับซื้อเมื่อนักท่องเที่ยวขับขี่ยานพาหนะ เช่น เช่ารถยนต์ เช่ามอเตอร์ไซค์ หรือขี่เจ็ตสกี เพื่อคุ้มครองความเสียหายในกรณีที่นักท่องเที่ยวเป็นฝ่ายทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บแล้วไม่มีเงินชดเชยจ่ายให้ผู้เสียหาย
นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้ร่วมตรวจเยี่ยมสนามบินสุวรรณภูมิร่วมกับผู้บริหารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เมื่อกลางเดือน ส.ค. ทางสนามบินสุวรรณภูมิได้เร่งแก้ปัญหาความแออัด เตรียมเพิ่มช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Gate) สำหรับชาวต่างชาติ เพิ่มเป็น 33 สัญชาติ
ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา เช็ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เฮลเลนิก ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี ลัตเวีย ลักเซมเบิร์ก มาเลเซีย มอลตา เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สิงคโปร์ สโลวัก สโลวีเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และฮ่องกง จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่อลดเวลารอคิวตรงด่าน ตม. คาดเริ่มทันไฮซีซันปี 2569
“ทาง ตม.จำเป็นต้องระมัดระวังในการเลือกสัญชาติ เนื่องจากระบบ Auto Gate ตรวจสอบเพียงเอกสารและไบโอเมตริกส์เท่านั้น แต่ไม่สามารถตรวจจับพิรุธทางสีหน้าท่าทางได้เหมือนมนุษย์ จึงอนุญาตเฉพาะกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทยตั้งแต่ครั้งที่ 2 ขึ้นไปเท่านั้น เพราะระบบมีข้อมูลไบโอเมตริกส์อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่เดินทางมาครั้งแรก (First Visitor) ยังต้องเข้าคิวตรวจกับเจ้าหน้าที่ ตม.ตามปกติ”
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุม คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ค่าเหยียบแผ่นดิน) ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ แต่อย่างใด
เนื่องจากนโยบายดังกล่าว ยังต้องเข้าสู่กระบวนการนำร่างประกาศไปเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือทำประชาพิจารณ์ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านภายในระยะเวลา 30 วัน โดยการพิจารณาครั้งนี้ได้นำเอากรอบการดำเนินงานเดิมมา
ทบทวนร่วมกับผลการศึกษาล่าสุด เพื่อกำหนดอัตราและรูปแบบการจัดเก็บอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะต้องนำผลสรุปทั้งหมดกลับมาเสนอให้บอร์ด ท.ท.ช. พิจารณาเห็นชอบกรอบการทำงานอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการและประกาศใช้ต่อไป
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ล่าสุด ท.ท.ช. อนุมัติวิธีการและอัตราการจัดเก็บเบื้องต้นแล้ว โดยเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในลำดับต่อไป
สำหรับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ สำหรับการเดินทางทางอากาศ ได้มีการเสนอแนวทางอัตราค่าจัดเก็บไว้ที่ 450 บาท/คน/ครั้ง โดยกำลังพิจารณารูปแบบการจัดเก็บที่เหมาะสมที่สุดจากหลายช่องทาง ได้แก่ การจัดเก็บผ่านตั๋วเครื่องบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ตู้คีออสก์ (Kiosk) หรือรวมกับค่าโรงแรมที่พัก
“เม็ดเงินที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ จะนำเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากร การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการจัดทำประกันภัยและดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพให้แก่นักท่องเที่ยว โดยระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ทุกคนเห็นด้วยว่าประเทศไทยจะต้องมีกองทุนลักษณะนี้เพื่อนำไปพัฒนาการท่องเที่ยวหลายๆ ด้าน ถ้าไม่มีเลย จากข้อมูลตัวเลขก็ชัดเจนว่าเมืองไทยกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวหรือถดถอยลงไป หากพึ่งพางบประมาณแผ่นดินที่มีจำกัดลงทุกปี ข้อจำกัดในการแข่งขันก็จะมีมาก นโยบายของรัฐบาลจึงมีความตั้งใจที่จะหาเงินนอกงบประมาณมาช่วยขับเคลื่อนและยกระดับการท่องเที่ยวในทุกด้าน”
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเสริมว่า สำหรับรายละเอียดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดิมวางแนวทางจัดเก็บที่อัตรา 300 บาท หรือประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อคำนวณจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่าควรปรับเพิ่มเป็นอัตรา 490 บาท แต่ได้ประเมินว่าอัตรา 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป
“ด้านกรอบระยะเวลาการบังคับใช้นั้น คาดว่าจะเริ่มจัดเก็บทางช่องทางอากาศได้ในปี 2570 โดยจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน ส่วนช่องทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาเตรียมการอีก 360 วัน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงความหนาแน่นบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านสำคัญอย่างด่านสะเดา ซึ่งเป็นด่านที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาจำนวนมาก”