“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยจ่อเก็บจากนักท่องเที่ยว คาดดีเดย์ 1 มิ.ย. นี้
18 ม.ค. 2566 | teerawat_pra

รัฐบาลเตรียมหารือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" นักท่องเที่ยวต่างชาติ 24 ม.ค.นี้ คาดจะเริ่มเก็บได้ 1 มิถุนายน 2566 อัตรา 300 บาทราคาเดียว
Business thai
18 ม.ค. 2566 | teerawat_pra

รัฐบาลเตรียมหารือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" นักท่องเที่ยวต่างชาติ 24 ม.ค.นี้ คาดจะเริ่มเก็บได้ 1 มิถุนายน 2566 อัตรา 300 บาทราคาเดียว
รัฐบาลเตรียมเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรายละ 300 บาท เพื่อนำฟื้นฟูการท่องเที่ยว และประกันภัยให้นักท่องเที่ยว โดยประเด็นนี้ ล่าสุดทางด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 24 มกราคม 2566 คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ ท.ท.ช. จะหารือเรื่องเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศไทย คนละ 300 บาท ซึ่งจะเป็นคิดเป็นอัตราเดียวกัน ทั้งทางบก-น้ำ-อากาศ โดยคาดจะเริ่มได้ 1 มิถุนายน 2566
“ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศไทย โดยใช้หนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต และยกเว้นในกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้าไทยโดยใช้บอเดอร์พาส หรือหนังสือผ่านแดน ข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ชายแดน รวมถึงผู้ที่ถือพาสปอร์ต แต่มีหนังสืออนุญาตทำงานในไทยจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้
ค่าเหยียบแผ่นดิน หรือ Tourist Tax
ค่าบริหารจัดการค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อเดินทางเข้ามาไทย โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยระบุว่าจะเก็บในวันที่ 1 เมษายน 2565
จากการประกาศใช้ พ.ร.บ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับปรับปรุง 2562 มาตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมานั้นสาระสำคัญประการหนึ่งของ พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ คือ การกำหนดให้รัฐสามารถจัดเก็บเงินค่าประกันภัยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและนำมาบริหารรูปแบบกองทุน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยจะเป็น เงินอุดหนุนหรือเงินให้กู้ยืมแก่หน่วยงานของรัฐ เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานตามนโยบาย หรือแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ รวมทั้งแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยว
ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือหรือสนับสนุนการท่องเที่ยว รวมทั้งเพื่อสนับสนุนการศึกษา การค้นคว้า การวิจัย การฝึกอบรม การประชุม การประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ข้อมูล
ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระหว่างท่องเที่ยวภายในประเทศและเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน
ขอขอบคุณที่มา : ฐานเศรษฐกิจ