เนชั่นทีวี

Business

'เอกนิติ' แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ เล็งรื้อภาษีสรรพสามิต ขีดเส้นประกาศ ก.ย.นี้

20 ส.ค. 2569 | tananya_nak

'เอกนิติ' แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ เล็งรื้อภาษีสรรพสามิต ขีดเส้นประกาศ ก.ย.นี้

'เอกนิติ' แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ เล็งรื้อภาษีสรรพสามิต ลดภาษีรถผลิตในประเทศ เพิ่มภาษีรถนำเข้า ขีดเส้นประกาศ ก.ย.นี้ หนุนฐานผลิตในไทย ตั้งเงื่อนไขใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ

จากกรณีนายปูร์บายา ยุธิ ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียได้ขอให้บริษัทรถยนต์ โตโยต้า ย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยมายังอินโดนีเซีย ตามรอยบริษัทฮุนไดที่ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะมอบสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขต่างๆ ตามที่โตโยต้าต้องการ หากบริษัทเต็มใจที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซีย

ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาและข้อกังวลของผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ในประเทศไทย ที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จากปัญหาภาวะลักลั่นของนโยบายภาษี เนื่องจากมีบางประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทยได้อัตราภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าในการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป สร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ

'เอกนิติ' แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ เล็งรื้อภาษีสรรพสามิต ขีดเส้นประกาศ ก.ย.นี้

กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณา “ลดภาษีสรรพสามิต” แก่ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ โดยมอบหมายนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.2569

ทั้งนี้ จะออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ซึ่งออกประกาศและบังคับใช้ได้ทันทีภายในปี 2569
 

ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตจะได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลงก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญคือต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ ในทางกลับกันหากเป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่ายโดยไม่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายใน ก.ย. ปี 2569 เพื่อให้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ และเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ต่อไป

ทั้งนี้ ภายใต้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รูปแบบใหม่ จะให้สิทธิประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงแก่ผู้ประกอบการทั้งค่ายเดิมและค่ายใหม่ที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรถยนต์เครื่องสันดาป ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ประกอบการต้องลงทุนตั้งโรงงานจริงใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศและเริ่มดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกแล้ว
 

ในทางกลับกัน หากเป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง

โดยมาตรการรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ เปรียบได้กับการ“ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว”ทั้งช่วยกระตุ้นการผลิตในประเทศ รักษาการจ้างงานของแรงงานไทย และทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคที่ยังต้องการใช้รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป

“เรื่องข้อกังวลด้านการจัดเก็บรายได้ แท้จริงแล้วการปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจจะทำให้รายได้เราเพิ่มขึ้นด้วย เพราะใครที่อยากจะใช้รถนำเข้าก็จะโดนจัดเก็บภาษีแพงขึ้น แต่ถ้าใช้รถที่ผลิตในประเทศปัจจุบันภาษีก็ถูกมากอยู่แล้ว ผมก็เชื่อว่าอันนี้จะเป็นการ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว’ช่วยด้านการผลิตในประเทศ และการจ้างงานต่าง ๆ” นายเอกนิติ กล่าว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ความพยายามของอินโดนีเซียในการดึงดูดค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างบริษัท“โตโยต้า” ให้ย้ายฐานการผลิตนั้น อาจเป็นไปได้ยาก จากปัจจัยความเหนียวแน่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ระบบนิเวศการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในไทยขยายตัวอย่างมากทั้งทางกว้าง และทางลึก (Broad & Deep) ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นพื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barrier to Entry) ทำให้ผู้เล่นอื่นเข้ามาแข่งขันด้วยยาก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

'เอกนิติ' แก้เกมอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิตรถยนต์ เล็งรื้อภาษีสรรพสามิต ขีดเส้นประกาศ ก.ย.นี้

นอกจากนี้ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานความเสี่ยงด้านต้นทุน และเสถียรภาพการผลิต ซึ่งเกินกว่าจะตัดสินใจได้โดยง่าย ดังนั้น สศช.จึงมั่นใจว่าไทยยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลักที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นไว้วางใจในฐานะฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงในอาเซียน

อย่างไรก็ดี ปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 รถยนต์สันดาปดั้งเดิมมีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัวรุนแรงถึง 42.4%

ข่าวล่าสุด