1. แนวทางแก้ไขสัญญาเป็นไปตามมติ กพอ. เดิม ซึ่งหาก กพอ. เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือไว้ และเป็นไปตามร่างสัญญาแก้ไขที่อัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยต่อไปจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน
2. แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้น หาก กพอ. พิจารณาแล้วเห็นว่าแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ. ไม่ได้ จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท. และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย
“ขณะนี้ รฟท. จะรายงานแนวทางออกที่เป็นผลจากการเจรจาว่ามี 2 ทางเลือก คือ ดำเนินงานตามมติ กพอ. และมติ ครม. เดิม และสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน แต่ทางเอกชนได้ยื่นข้อเสนอแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อสิ้นสุดสัญญาเข้ามายัง รฟท. แล้วเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 67 ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าหากไม่แก้สัญญาก็ไม่สามารถไปต่อได้”
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ รฟท. เตรียมนำแนวทางทั้งหมด รายงานไปยังคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุน ที่จะมีการประชุมในวันที่ 15 ก.ค. 67 นี้ หลังจากนั้นนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการ ที่จะประชุมภายในเดือน ก.ค. นี้ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม กพอ. เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ภายในเดือน ส.ค. นี้
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญหากมีการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด จะต้องเจรจาถึงการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสัญญา และการบริหารจัดการมีความเกี่ยวพันกัน หากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถที่เอกชนดูแลอยู่ก็จะสิ้นสุดลงด้วย ซึ่งสัญญาจ้างเดินรถปัจจุบันจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย. 67 นี้
อย่างไรก็ดี รฟท. อยู่ระหว่างเตรียมแผนรองรับเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ โดยอาจต้องมีการเจรจากับเอกชน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมไม่ให้การเดินรถได้รับผลกระทบ แต่จะเป็นการจ้างให้เอกชนบริหารต่อในระยะเวลาหนึ่งหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากต้องดูรายละเอียดทางกฎหมาย
ส่วนเรื่องการลงทุนของบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ที่ระบุว่า ได้ดำเนินการไปแล้ว หากสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน จะต้องได้รับการเยียวยาหรือไม่ เบื้องต้น รฟท. อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยพบว่ามีตัวเลขค่าใช้จ่าย และรายได้ที่ต้องนำมาหักลบกัน รวมถึงดอกเบี้ย ดังนั้นขณะนี้ต้องรอการสรุปตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ