ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว
รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้นหากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน
นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก
“ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย