กับดักที่ช่องแคบฮอร์มุซ: เมื่อหยุดยิงไม่ได้แปลว่าหยุดแพง
ทำไมน้ำมันถึงยังไม่ไหล? แม้จะมีการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน แต่กลไกโลจิสติกส์โลก ไม่ได้ทำงานง่ายเหมือนการเปิดสวิตช์ไฟ ประการแรกคือ “คอขวดที่ฮอร์มุซ” มีน้ำมันดิบกว่า 130 ล้านบาร์เรลติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกในอ่าวเปอร์เซีย แม้จะไม่มีเสียงปืน แต่บริษัทประกันภัยยังไม่กล้าให้ความคุ้มครองเรือบรรทุกเนื่องจากความเสี่ยงทางทะเลที่ยังไม่ชัดเจน
ประการต่อมาคือ “อุปทานที่สาบสูญ” ประมาณการว่าน้ำมันกว่า 10% ของโลกหายไปจากตลาดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น และสต็อกน้ำมันสำรองทั่วโลกถูกดึงออกมาใช้จนเหือดแห้งในระดับ 10-11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ความต้องการเติมสต็อกที่ว่างเปล่า ทำให้ทุกคนต้องแย่งชิงน้ำมันในราคา Spot อย่างบ้าคลั่ง
การเจรจาที่ปากีสถาน: ความหวังบนเส้นด้าย
การประชุมที่ประเทศปากีสถานในวันเสาร์นี้ ถูกมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาระยะยาว แต่อย่าได้วางใจ เพราะข้อตกลงหยุดยิงนี้เปราะบางยิ่งกว่าแก้ว หากมีอุบัติเหตุจากการโจมตี ของกลุ่มติดอาวุธเพียงครั้งเดียว หรือการเจรจาไม่สามารถตกลง เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวรได้ หรือเรื่องเลบานอน ที่อิสราเอลไม่ยอมรวมในการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ สถานการณ์จะกลับมาปะทุรุนแรงข้ามคืน และน้ำมันในกระดาษที่ราคา $96 จะพุ่งกลับไปที่ $150 ทันที
ของขวัญสงกรานต์ 6 บาท: ยาชาหรือระเบิดเวลา?
หันกลับมาดูที่บ้านเรา รัฐบาลไทยได้ประกาศนโยบาย “ของขวัญปีใหม่ไทย” ด้วยการลดราคาน้ำมันลงถึง 6 บาทต่อลิตร เพื่อเอาใจประชาชนช่วงเทศกาล ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ นี่คือการฉีด “ยาชา” เพื่อระงับความเจ็บปวดระยะสั้น แต่สะเทือนต่อเสถียรภาพการคลังอย่างรุนแรง
“การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นความตั้งใจของกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการดูแลค่าขนส่งและค่าครองชีพ ของพี่น้องประชาชน ในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกเอื้ออำนวย การดำเนินการในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกรับค่าใช้จ่ายวันละ 589.15 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีรายจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท” คือคำแถลงของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)
การลดราคา 6 บาท ในขณะที่ต้นทุนนำเข้าจริง (Spot Price) ยังไม่ลดลง คือการฝืนกลไกตลาดโลกอย่างสุดโต่ง ภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องแบกรับการอุดหนุนมหาศาล นี่ไม่ใช่การลดค่าครองชีพที่ยั่งยืน แต่มันคือการ “กู้เงินอนาคตมาแจก” ซึ่งจะกลายเป็นภาระภาษีในวันข้างหน้า
พายุการเมืองหลังเทศกาล
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความจริงที่จะปรากฏ” หลังจากสงกรานต์เสร็จสิ้น เมื่อประชาชนกลับสู่โหมดทำงาน และรัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการอุดหนุนได้อีกต่อไป เราจะเห็นการปรับราคาขายปลีกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Price Hike) เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงที่ยังถูกแช่แข็งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย
ความนิยมของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นจากการลดราคา อาจเปลี่ยนเป็น “บูมเมอแรง” ที่ตีกลับอย่างรุนแรง ความรู้สึกถูก “หลอกให้ดีใจ” จะสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง และอาจนำมาสู่ความสั่นคลอนทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับพายุการเมืองลูกใหญ่ เนื่องจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในเปอร์เซียยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงง่ายๆ
มองให้ลึกกว่าป้ายราคา
สำหรับประเทศไทย ซึ่งนำเข้าพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 50-58% สถานการณ์นี้คือภาวะเสี่ยงอันตรายขั้นสูงสุด เราไม่ควรประมาทว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเพียงเพราะมีข่าวการเจรจาในวันเสาร์นี้
“ราคาฟิวเจอร์สไม่ได้สะท้อนความจริงบนผืนน้ำเลยแม้แต่น้อย” คำเตือนนี้ยังคงขลังเสมอ
ผมขอแนะนำให้ประชาชนและภาคธุรกิ จเตรียมใจรับมือกับต้นทุนที่แท้จริง หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะในโลกของพลังงาน “ไม่มีของฟรี” และการเจรจาที่ปากีสถานอาจเป็นเพียงลมหายใจสุดท้ายก่อนที่พายุลูกใหม่จะพัดถล่มเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมืองไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ