‘ก้าวสู่สังคม AI’ 5 ข้อกังวล AI ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังถกเถียง
09 พ.ย. 2566 | Arnondora
AI หรือ artificial intelligence กลายเป็นคำที่เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นทุกวัน และกำลังจะเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเองก็กำลังถกเถียงกันถึงอนาคตที่มี AI เป็นเทคโนโลยีสำคัญในชีวิตประจำวัน ...เราจะเดินหน้าไปอย่างไรหลังจากนี้
อ่านหัวข้อแล้วอาจสงสัยว่า ทำไมถึงกังวลกับการขาดความโปร่งใสของ AI นั่นเป็นเพราะผลหรือข้อสรุปที่ AI ได้มานั้น เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าทำไม AI ถึงให้ข้อสรุปแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น เราสั่งให้ AI สร้างรูปภาพจาก generative AI บางครั้งเราอาจจะได้รูปแปลกๆ ขึ้นมา และเราต้องมานั่งเดากันว่า เอ๊ะ ทำไมมันได้รูปนี้ออกมา เช่น รูปที่ค่อนข้างโด่งดังในโลกโซเชียลมีเดียอย่างหมูปิ้งนมสด ที่กลายเป็นรูปหมูยืนปิ้งกล่องนมบนเตาย่างซะงั้น สุดท้ายคนป้อนข้อมูลอย่างเราต้องมานั่งเดาเองว่าควรจะแก้คำสั่งที่เราบอก AI ยังไง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ นี่คือเหตุที่ทำให้เป็นอาชีพใหม่ที่เรียกว่า prompt engineer ขึ้นมา
ปัญหาจะเริ่มรุนแรงเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น เช่น การทำนายการออกแบบการรักษาโรค หรือบทบาทที่อาจส่งผลถึงชีวิตผู้คนในด้านอื่น การที่เราพึ่งพาผลจาก AI โดยไม่มีการอธิบายถึงที่มาที่ไป ส่งผลไปถึงการทำงานร่วมกับคนที่ต้องเอาคำแนะนำจาก AI ไปทำงานต่อ ในแง่ของความไม่ไว้ใจ ถึงแม้ผลการทดสอบจากชุดข้อมูลจะบอกแล้วว่ามีความแม่นยำสูงมากแล้วก็ตาม แต่เมื่อต้องทำนายหรือทำงานในบางชุดข้อมูลที่เราเองไม่แม่นยำมากพอ AI เองอาจจะมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยที่เราไม่สามารถทราบถึงกระบวนการตัดสินใจได้เลย
ในปัจจุบัน สังคมเริ่มรับรู้เรื่องของปัญหาความไว้ใจมากขึ้น ทำให้มีการพัฒนา AI ที่สามารถพยายามอธิบายเหตุผลการกระทำได้มากขึ้น เช่น การนำแนวคิดของ AI explainability เข้ามาช่วยให้ AI สามารถแปลงการตัดสินใจของเครื่องให้ออกมาในรูปที่คนสามารถทำความเข้าใจ และสร้างเหตุผลการกระทำของเครื่องได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น
3. การเปลี่ยนแปลงของอาชีพ และการศึกษา
เรื่องที่หลายคนค่อนข้างกลัวและให้ความสำคัญคือ เรากังวลกันว่า เมื่อ AI เก่งขึ้น มันจะเก่งมากพอที่จะแย่งงานอาชีพบางอาชีพได้ จากที่เราเห็นได้ในปัจจุบันองค์กรบางแห่งเริ่มมีการแทนที่คนด้วย AI ในการทำงานกันบ้างแล้ว เนื่องจากมันทำงานได้โดยไม่ต้องพัก ทำงานได้ปริมาณเยอะโดยไม่ต้องเพิ่มเงินเดือนให้ และไม่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมให้ AI ซึ่งส่วนใหญ่งานที่ได้รับผลกระทบจะเป็นงานสำหรับแรงงานที่มีทักษะต่ำ (low-skilled workers) เสียส่วนใหญ่ เนื่องจากแรงงานที่อาศัยทักษะเฉพาะทางและทักษะขั้นสูง AI นั้น ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดในปัจจุบัน แต่ยังมีความกังวลมากขึ้นเมื่อ AI เก่งขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะเริ่มเข้ามาแย่งงานเหล่านี้มากขึ้นหรือไม่
กลับกันอีกฝ่ายบอกว่า AI ก็ไม่ได้ทำให้อาชีพเราลดลงเรื่อยๆ หรอก มันทำให้อาชีพเราเพิ่มขึ้นต่างหาก พอมี AI เข้ามาก็มีอาชีพและความต้องการทักษะใหม่ๆ เช่น AI engineer, machine learning engineer, หรือ prompt engineer ที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้
อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กับการทำงานคือ การสร้างแรงงานหรือในแวดวงการศึกษาก็ได้รับผลกระทบจาก AI เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเวลาจะเขียนรายงานหรือสืบค้น นักเรียนต้องอาศัยเวลาเพื่อไปสืบค้น ทำให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ และการสรุปความ เพื่อเขียนเป็นรายงานออกมา แต่เมื่อ AI เช่น ChatGPT เข้ามา นักเรียนสามารถถาม ChatGPT เพื่อให้สร้างบทความที่ต้องการได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น (มีไปจนถึงเคสที่ใช้ ChatGPT สร้างรายงานขึ้นมาได้ทั้งเล่มก็ทำกันมาแล้ว) ทำให้กระบวนการที่เคยเกิดขึ้นนั้นเริ่มหายไปเรื่อยๆ หรือมีกระทั่ง AI สำหรับการสรุปความจากผลงานการตีพิมพ์ต่างๆ ซึ่งน่าจะถูกใจนักศึกษาเป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่นั่นก็ทำให้ฝั่งผู้สอนเองจำเป็นต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งบางส่วนก็เห็นด้วย และบางส่วนก็ไม่เห็นด้วย
ดังนั้นเมื่อ AI มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั้งแรงงานและการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัว เรียนรู้ทักษะการทำงานใหม่ เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
4. การใช้พลังงานและ AI
AI ที่เราใช้งานกันอยู่ตอนนี้ทำงานอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการทำงาน เมื่อเรามี AI จำนวนเยอะมากขึ้น เราก็ต้องการพลังงานไฟฟ้าในการที่จะหล่อเลี้ยง AI เหล่านี้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ChatGPT ที่เป็น large language model (LLM) หรือภาษาไทยคือ โมเดลทางภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งตัวโมเดลมีขนาดใหญ่ตามที่ชื่อบอกเลย มีหลายล้านๆ พารามิเตอร์ (parameter) สำหรับการฝึกสอนโมเดล ChatGPT ที่เราใช้งานกันจึงไม่สามารถสร้างจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวได้เลย จำเป็นต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อกันหลายร้อยหลายพันเครื่องในศูนย์ข้อมูล (data centre) ขนาดใหญ่ในการทำงาน ทั้งการสอน (training) และ การเรียกใช้ (inference) การดูแลให้โมเดลใดสักโมเดลหนึ่งยังคงทำงานอยู่ก็นับว่าใช้ไฟฟ้าไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังไม่นับโมเดลขนาดใหญ่โมเดลอื่นอีก เช่น Bard ที่เป็น LLM จากฝั่ง Google
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) บอกไว้ว่า ในปี 2022 ที่ผ่านมา ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หหล่อเลี้ยง data centre ทั้งโลกประมาณอยู่ที่ 1-1.3% จากการประมาณการการใช้ไฟฟ้าจากทั้งโลก หรือคิดเป็น 240-340 TWh มากกว่าการใช้ไฟของประเทศไทยทั้งประเทศในปี 2020 (193 TWh) ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มของผู้ให้บริการ cloud หรือให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ หลายบริษัทมีการอัพเกรดระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น สร้างความร้อนน้อยลง ทำให้สามารถประหยัดไฟในการทำความเย็นได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นพลังงานส่วนหลักๆ ที่ศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้กันเลยทีเดียว
และอีกตัวอย่างที่ประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ได้ดีมากคือ Microsoft กับ Project Natik ที่เอาระบบคอมพิวเตอร์ใส่เข้าไปในกล่องเหล็กขนาดใหญ่ แล้วเอาไปไว้ใต้น้ำ เพื่อลดการใช้พลังงานเพื่อระบายความร้อนสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งโครงการนี้เริ่มเอาระบบคอมพิวเตอร์ลงทะเลกันตั้งแต่ปี 2018 และผ่านไปสองปี Microsoft ได้ออกบทความหลังจากที่เอาระบบคอมพิวเตอร์ไว้ใต้ทะเล พบว่า ระบบมีความเชื่อถือได้มากกว่าระบบที่อยู่บนพื้นดินถึงแปดเท่ากันเลย และยังลดการใช้น้ำสำหรับหล่อเย็นระบบคอมพิวเตอร์ได้มหาศาล
5. AI ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
อ่านหัวเรื่องดูเหมือนจะตลก แต่นี่เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือน เช่น สตีผ วอซนิแอ็ก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ออกมาบอกเองเลยว่า อยากให้หยุดการพัฒนาระบบ AI ขั้นสูงไว้ชั่วคราว โดยมันอาจจะเป็นภัยร้ายสำหรับสังคมและมนุษยชาติ (“Profound risks to society and humanity.”)