วาทกรรม “ชายชุดดำ” และเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2553
10 เม.ย. 2567

ครบรอบ 14 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อ 10 เมษายน 2553 ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งที่ยังคลุมเคลือ นั่นคือการปรากฏตัวของ ‘ชายชุดดำ’
การเมือง
10 เม.ย. 2567

ครบรอบ 14 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อ 10 เมษายน 2553 ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งที่ยังคลุมเคลือ นั่นคือการปรากฏตัวของ ‘ชายชุดดำ’
เดือนเมษายนหลายคนอาจดื่มด่ำช่วงเวลาแห่งความสุขเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเดือนแห่งเทศกาลสาดน้ำอย่างแท้จริง เพราะหลายพื้นที่จะมีประเพณีและเวลาของการเล่นน้ำแตกต่างกันออกไป แต่เดือนเมษายนสำหรับคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง อาจเป็นห้วงเวลาของความสูญเสียที่ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบได้แม้ว่าจะล่วงเลยมานานมากกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งในที่นี้หมายถึงเหตุการณ์ความพยายามสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่มีอายุทางประวัติศาสตร์มาถึง 14 ปีแล้ว
หลายคนอาจจะมีความทรงจำเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงเดือนพฤษภาคมของปี 2553 ที่ในครั้งนั้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายใจกลางเมืองตามมา ถึงขนาดต้องประกาศเคอร์ฟิวกันช่วงระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์ในเดือนพฤษภาคมอาจมองได้ว่าเป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะแท้ที่จริงจุดเริ่มต้นที่ทำให้สถานการณ์มาถึงจุดจบในเดือนพฤษภาคม คือ เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553
หากบางฝ่ายบอกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เข้าปฏิบัติการกับกลุ่มผู้ชุมนุมในเวลากลางคืนและนำมาซึ่งความสูญเสีย การมองเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนั้นอาจถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากสถานการณ์ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 มีอีกตัวแปรที่สำคัญ คือ การปรากฏตัวของ ‘ชายชุดดำ’ ที่ใช้อาวุธสงครามกลางเหตุการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะถูกอำพรางด้วยความมืดดำของท้องฟ้าและเสื้อผ้าของผู้ใช้กำลัง
เสียงปืนและอาวุธสงครามที่สาดใส่ช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ทำให้เกิดความสูญเสียกันทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศในเวลาต่อมามีการแฝงตัวของผู้ก่อการร้ายในการชุมนุม ซึ่งหมายถึงชายชุดดำ
นับจากนั้นเป็นต้นมา ‘ชายชุดดำ’ จึงได้กลายเป็นวาทกกรรมหลักของสังคมไทยถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อไล่ล่าหาความจริงว่าชายกลุ่มนี้เป็นใครกันแน่ หนึ่งในชุดข้อมูลที่ผ่านการค้นคว้าและถูกกลั่นกรองตามหลักวิชาการที่สมบูรณ์ที่สุด คือ รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน แม้ว่า คอป. จะถูกตั้งโดยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ที่อาจมองได้ว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ คอป. ก็ยังคงได้รับการยอมรับ ถึงขนาดที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งชนะการเลือกตั้งต่อจากนั้น ยังคงใช้ข้อมูลของ คอป. เป็นฐานในการกำหนดมาตรการเยียวยา
รายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป. ตอนหนึ่งได้มีการอธิบายว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ในเดือนเมษายน 2553 นั้น เคยมีการปราศรัยบนเวทีในเดือนมการาคม 2553 เกี่ยวกับ ‘กองกำลังไม่ทราบฝ่าย’ ที่พร้อมจะมาช่วยผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นหนึ่งในแก้วสามประการของการต่อสู้ คือ พรรคการเมือง มวลชน และกองกำลัง โดยแกนนำการชุมนุมคนอื่นๆ ก็มิได้ดำเนินการใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธหรือการไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการปราศรัยดังกล่าวแต่อย่างใด
ขณะที่ เหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการปรากฏตัวของชายชุดดำ รายงาน คอป. ได้อธิบายลงลึกว่า ก่อนที่เจ้าหน้าทหารจะถูกโจมตีด้วยระเบิด พบการปรากฏตัวและการใช้อาวุธของคนชุดดำ เมื่อเวลา 17:30 น. มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศพบคนชุดดำจำนวน 5 คน ถืออาวุธปืนกลชนิดเอเค 47 เอ็ม 16 และเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 และปืนพก โดยมีผู้พบเห็นรถตู้สีขาวคนชุดดำสองสามคนพร้อมอาวุธสงครามมาส่งที่บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีการ์ด นปช. คอยห้อมล้อม
ช่วงที่มีการปะทะ (เวลาประมาณ 20:00-21:00 น.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายตำรวจสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลพบคนชุดดำจำนวนสี่คน ถืออาวุธปืนเอเค 47 และปืนเล็กยาวเดินออกมาจากถนนตะนาวฝั่งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว และได้ยึดอาวุธปืนเอ็ม 79 จากคนชุดดำ และปรากฏภาพคนชุดดำสองสามคนบริเวณสี่แยกคอกวัว ใช้อาวุธปืนสงครามยิงไปในทิศทางที่ทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่ จากเหตุการณ์และการปฏิบัติการของคนชุดดำข้างต้นจึงเชื่อว่ามีคนชุดดำปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมและปฏิบัติการร่วมกับการ์ดผู้ชุมนุมบางส่วนและโดยการรู้เห็นหรือสนับสนุน ของแกนนำ นปช. บางคนโดยเฉพาะในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน
รายงานของ คอป. ที่ปรากฏออกมาต่อสาธารณในขณะนั้น แน่นอนว่าได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากแกนนำคนเสื้อแดง เพราะต่างยังยืนยันในจุดยืนของตัวเองเสมอมาว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ ผู้ซึ่งเข้ามาเป็นประธาน นปช. ภายหลังเหตุการณ์การชุมนุมในปี 2553 ได้ยุติลง ให้ความเห็นต่อรายงาน คอป. เมื่อเดือนกันยายน ปี2554 ว่า “รายงานที่ คอป.เสนอทั้งหมดทุกด้านเห็นว่าสอบตกหมดเนื่องจากรายงานที่สนับสนุนความชอบธรรมในการเข่นฆ่าประชาชน มีเรื่องดีที่เรายังเห็นด้วยแต่เรื่องผิดใหญ่กว่า รายงานฉบับนี้เต็มไปด้วยความอคติและสร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง” เช่นเดียวกับ แกนนำ นปช. ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสายพิราบอย่าง ‘นพ.เหวง โตจิราการ’ ก็ยังยืนยันว่าการชุมนุมของ นปช. ไม่มีชายชุดดำ และเป็นการอ้างโดยฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว
แต่กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปวาทกรรมต่อเรื่องชายชุดดำก็เริ่มเบาบางลงไปตามลำดับ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแกนนำ นปช. หลายคนเข้าไปมีตำแหน่งในทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีชัยในสนามการเลือกตั้งเหนือพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่พร้อมจะดำเนินการเยียวยาให้กับมวลชนคนเสื้อแดงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เรื่องชายชุดดำได้กลับมาเป็นอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง ภายหลังเกิดการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปี 2557 เนื่องจากปรากฏว่าฝ่ายความมั่นคงได้ทยอยจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวนห้าคนที่ถูกอ้างว่าเป็นชายชุดดำในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 และมีการสอบสวนดำเนินคดีพร้อมกับส่งฟ้องศาล
คดีดังกล่าวในปี 2560 ศาลอาญาได้ยกฟ้องจำเลย 3 คนจากทั้งหมด 5 คน ซึ่งผลคดีที่ออกมาในขณะนั้นแม้ว่าจะเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้เพียงสองคน แต่ดูเหมือนว่านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเวลานั้นจะพอใจกับคำพิพากษาที่ออกมา เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นว่าชายชุดดำมีตัวตนจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยอีกสองคนที่ถูกตัดสินให้มีความผิดในรอบแรกนั้นต่อมาในปี 2565 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน เนื่องจากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ไม่มีความน่าเชื่อถือ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวของชายชุดดำก็ได้สิ้นสุดลง พร้อมกับฝากรอยแผลไว้กับสังคมไทยและความขัดแย้งทางการเมืองที่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่รู้เลยว่าจะหาเรียกหาความสมานฉันท์ได้อย่างไร
ข่าวล่าสุด