"ยูโรปาลีก" นัดชิง 100 ล้านปอนด์ที่ห้ามแพ้
20 พ.ค. 2568
ศึกยูโรปาลีก รอบชิงชนะเลิศคืนวันพุธนี้ เป็นเกมสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตทีมของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะ "แมนฯ ยูไนเต็ด" ที่หากแพ้อาจพังทั้งระบบ
ข่าว
20 พ.ค. 2568
ศึกยูโรปาลีก รอบชิงชนะเลิศคืนวันพุธนี้ เป็นเกมสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตทีมของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะ "แมนฯ ยูไนเต็ด" ที่หากแพ้อาจพังทั้งระบบ
“นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเลือกเส้นทาง”
คือคำวิเคราะห์ของ เรเน่ มิวเลนสตีน อดีตโค้ชทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กล่าวถึงนัดชิงยูโรปาลีกกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในวันพุธนี้
เช่นเดียวกับแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลก มิวเลนสตีนยอมรับว่า ฤดูกาลนี้ของแมนฯ ยูไนเต็ดเลวร้ายเกินบรรยาย และความพ่ายแพ้ในบิลเบาอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ของทีม
“ถ้าได้แชมป์ยูโรปาลีก มันก็คงช่วยให้พอมีอะไรติดมือบ้าง แต่มันไม่อาจกลบเกลื่อนฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุดฤดูกาลหนึ่งได้เลย” เขากล่าวกับ BBC Sport โดยที่ยูไนเต็ดจบฤดูกาลในอันดับที่ 16 ของพรีเมียร์ลีก ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี
“แต่ถ้าแพ้ แล้วเราจะคาดหวังอะไรดีขึ้นในฤดูกาลหน้าได้อย่างไร? การได้ถ้วยนี้จะช่วยปลดล็อกงบประมาณสำหรับการซื้อนักเตะอย่างมาก”
หากไม่สามารถคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก ก็หมายความว่ายูไนเต็ดจะไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปเลยในฤดูกาลหน้า และมิวเลนสตีนก็ยอมรับว่า “นั่นคือสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด”
การคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกจะทำให้ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งตามคำอธิบายของ คีแรน แม็กไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลแล้ว “นี่คือแมตช์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในแง่ของการเงิน” เพราะการเข้าแชมเปี้ยนส์ลีกอาจทำรายได้รวมกว่า 100 ล้านปอนด์ จากค่าตั๋ว, เงินลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และโบนัสจากสปอนเซอร์
หากยูไนเต็ดเข้ารอบลึก ๆ ในรายการนี้ รายได้รวมอาจพุ่งขึ้นอีก 30–40 ล้านปอนด์
แม้ว่าท็อตแน่มก็จะได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่ยูไนเต็ดดูจะ "จำเป็นต้องได้" มากกว่า
ปีที่ผ่านมา ท็อตแน่มขาดทุน 26 ล้านปอนด์ ขณะที่ยูไนเต็ดขาดทุนถึง 113 ล้าน และในรอบ 3 ปีหลัง ตัวเลขขาดทุนรวมกันพุ่งทะลุ 300 ล้านปอนด์ ทั้งที่ในปีเดียวกันนั้น ยูไนเต็ดทำรายได้รวมสูงถึง 651 ล้านปอนด์ สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก
แต่ด้วยภาระหนี้สินกว่า 1 พันล้านปอนด์ที่เป็นผลพวงจากการเทคโอเวอร์แบบกู้เงินมาซื้อของตระกูลเกลเซอร์ในปี 2005 ยูไนเต็ดจึงต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหลายสิบล้านปอนด์ต่อปี และแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกจากดอกเบี้ยที่พุ่งสูง
เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นรายใหม่ถึงกับกล่าวไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่า “ถ้าไม่เร่งจัดการเรื่องการเงิน สโมสรอาจล้มละลายในปลายปีนี้”
และในตลาดซื้อขาย นักเตะเป้าหมายอย่าง เลียม ดีแลป, อองตวน เซเมนโย หรือ มาเตอุส คุนญ่า ก็อาจไม่ได้มา ถ้ายังไม่สามารถโละนักเตะค่าเหนื่อยแพงอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจดอน ซานโช และ อันโตนี ที่หลุดทีมไปแล้วได้สำเร็จ
“ตอนนี้ยูไนเต็ดยังมีค่าเหนื่อยรวมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของลีก ส่วนนักเตะที่ซื้อมาแล้วก็ยังมีหนี้ผ่อนชำระอีกกว่า 300 ล้านปอนด์” แม็กไกวร์อธิบาย “เงินจากแชมเปี้ยนส์ลีกจะช่วยให้สโมสรมีเงินหมุนพอสำหรับการชำระหนี้และเสริมทีม ซึ่งจำเป็นต่อการ ‘รีบูต’”
ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็เห็นพ้องว่า “มันคือโอกาสที่จะเริ่มยุคใหม่ของสโมสร”
นอกจากนี้ สโมสรยังเสียรายได้จากอันดับในลีกไปกว่า 30 ล้านปอนด์ และยังมีค่าชดเชยการปลดผู้จัดการทีมอย่าง เอริก เทน ฮาก และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผู้อำนวยการกีฬาอีกกว่า 14.5 ล้านปอนด์
ที่สำคัญกว่านั้นคือ แผนสร้างสนามใหม่ที่มีมูลค่ากว่า 2 พันล้านปอนด์ ยังคงเป็นคำถามใหญ่ว่า “จะหาเงินมาจากไหน?”
ถึงจะได้แชมป์ แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มเช่นกัน เพราะหลายสัญญานักเตะมีเงื่อนไขเพิ่มค่าเหนื่อยทันทีถ้าเข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นอีก 25% แม้กระนั้น แม็กไกวร์ยังยืนยันว่า “มันคุ้มค่า เพราะผลกระทบเชิงบวกมหาศาลต่อโครงสร้างของทีม”
ผู้จัดการทีม รูเบน อโมริม ก็ยอมรับเช่นกันว่า “แชมเปี้ยนส์ลีกสำคัญกว่าถ้วยนี้ ถ้าอยากให้สโมสรโตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้”
และถ้าไม่ชนะ? เขาก็พูดตรง ๆ ว่า “มันจะแย่แน่นอน... ปีหน้าแฟนบอลกับนักข่าวจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว”
ฝั่ง สเปอร์ส แมตช์นี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาไม่มีแชมป์มาตั้งแต่ปี 2008 และฤดูกาลนี้ก็เลวร้ายไม่ต่างจากยูไนเต็ด
แต่สถานะทางการเงินของสเปอร์สดีกว่ามาก แม็กไกวร์บอกว่า “แชมเปี้ยนส์ลีกคือของน่ามีสำหรับพวกเขา ไม่ใช่ของจำเป็น พวกเขาเป็นสโมสรที่บริหารจัดการดีมากในลีก มีรายได้จากธุรกิจนอกสนามมหาศาล และมีความมั่นคงกว่า”
ตรงข้ามกับยูไนเต็ด หากไม่ได้ไปยุโรปอีกปี ก็จะโดนหักเงิน 10 ล้านปอนด์จากสัญญากับสปอนเซอร์หลักอย่าง "อาดิดาส" และความเชื่อมั่นจากสปอนเซอร์อื่น ๆ ก็สั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ
อดีตผู้บริหารของสโมสรคนหนึ่งถึงกับบอกว่า “ถ้ายูไนเต็ดไม่ได้ไปยุโรป คนจะเริ่มตั้งคำถามว่าสโมสรนี้ยังถือเป็น ‘ทีมใหญ่’ อยู่หรือเปล่า?”
และหากไม่มีเงิน ก็อาจต้องขายดาวรุ่งอย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช หรือ ค็อบบี เมนู เพื่อเอาทุนไปใช้จ่ายในตลาดนักเตะ
แฟนบอลยูไนเต็ดบางส่วนคงหวังให้ค่ำคืนที่บิลเบานี้เป็นจุดเริ่มต้นแบบปี 1991 ที่ทีมคว้าแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ และเปิดทางสู่ยุคทองของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
หรืออย่างน้อยก็เหมือนปี 2017 ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ นำทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกเพื่อกลับสู่แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากจบที่ 6 ในลีก
แต่ปีนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่านั้นมาก
...
หากแพ้ในบิลเบา แผน “Mission 21” ที่ INEOS วางไว้เพื่อพายูไนเต็ดเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 21 ภายในปี 2028 อาจกลายเป็น “Mission Impossible” เลยก็ได้
***แปลและเรียบเรียงจาก The £100m final Man Utd cannot afford to lose? ใน BBC Sport
