โรงเรียนชั้นนำช่วย ‘เด็กยากจน’ ได้แค่ไหน?
เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางการศึกษาระหว่างเด็กจากครัวเรือนร่ำรวยและครัวเรือนยากจนในสหรัฐฯ ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก มองว่าโรงเรียนรัฐชั้นแนวหน้าที่มีอัตราการแข่งขันสูงอาจเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่จะช่วยลดช่องว่างด้านความเหลื่อมล้ำนั้นลงได้ นำไปสู่งานวิจัยชิ้นสำคัญว่าโรงเรียนชั้นนำช่วยยกระดับผลลัพธ์ทางการศึกษาได้จริงหรือไม่
ระบบการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อของโรงเรียนรัฐในชิคาโกเป็นระบบรวมศูนย์ นักเรียนจะสามารถเลือกเข้าศึกษาต่อได้ในโรงเรียนชั้นแนวหน้าอย่างน้อย 6 แห่ง โดยที่นั่งจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์แรกจะวัดจากคะแนนสอบ ส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะเป็นโควตาที่จัดสรรโดยอิงกับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน นักวิจัยจึงเลือกติดตามกลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำและได้รับจัดสรรให้เข้าโรงเรียนชั้นนำ
ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะกลุ่มนักเรียนจากครอบครัวยากจนที่ได้รับโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นแนวหน้ากลับไม่ได้มีผลคะแนนสอบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือต่อให้เรียนโรงเรียนแห่งอื่นก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน ในทางกลับกัน เด็กนักเรียนเหล่านี้กลับมีเกรดเฉลี่ยที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและการขอรับทุนการศึกษา โดยผลลัพธ์เช่นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกหลายชิ้นในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การได้เข้าเรียนโรงเรียนชั้นนำก็สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในแง่ประสบการณ์การเรียนระดับมัธยมปลาย กลุ่มเด็กจากครอบครัวยากจนระบุว่าพวกเขาเข้าได้ดีกับเพื่อนๆ โดยที่เพื่อนในโรงเรียนปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติ ครูในโรงเรียนพร้อมรับฟังความคิดเห็น และพวกเขารู้สึกปลอดภัยในรั้วโรงเรียนโดยมีความกังวลในเรื่องอาชญากรรม ความรุนแรง และการกลั่นแกล้งในโรงเรียนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐทั่วไป
เด็กเก่งอยู่แล้วหรือโรงเรียนช่วยให้เก่ง?
อีกโจทย์วิจัยที่มีการศึกษาอย่างแพร่หลายคือการทดสอบว่าโรงเรียนชั้นนำช่วยให้เด็กเรียนเก่งขึ้น หรือเด็กเหล่านั้นเก่งอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ในทางทฤษฎี หากจะเปรียบเทียบกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจำเป็นต้องสร้างโลกขึ้นมาสองใบ ใบแรกคือโลกที่นักเรียนกลุ่มหนึ่งสอบติดแล้วเข้าเรียนโรงเรียนชั้นนำ อีกใบหนึ่งคือโลกที่นักเรียนกลุ่มเดียวกันสอบไม่ติดจึงเรียนต่อในโรงเรียนทั่วไป แล้วนักวิจัยจึงนำผลการศึกษา เช่น คะแนนสอบหรืออัตราการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาเปรียบเทียบกัน
น่าเสียดายที่เราไม่มีอำนาจในการเสกโลกสร้างมิติขึ้นมาใหม่ เหล่านักวิจัยจึงต้องใช้เทคนิคทางสถิติเพื่อสร้างคู่เปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกันระหว่างสองกลุ่มตัวอย่างโดยมีสองวิธีที่ได้รับความนิยม ดังนี้
วิธีแรกคือการจับคู่ด้วยคะแนนแนวโน้ม (propensity score matching) โดยนักวิจัยจะสร้างดัชนีชี้วัด เช่น คะแนนสอบวัดผล เกรดเฉลี่ย หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม แล้วหาคู่นักเรียนที่มีคะแนนแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่คนหนึ่งสามารถสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำได้ ส่วนอีกคนสอบไม่ผ่าน เพื่อนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในอนาคต
วิธีที่สองคือการออกแบบสมการถดถอยแบบไม่ต่อเนื่อง (regression discontinuity design) โดยนักวิจัยจะพิจารณากลุ่มนักเรียนที่ ‘จุดตัด’ ของคะแนนสอบเข้า เช่น ถ้านักเรียนที่สอบติดโรงเรียนชั้นแนวหน้ามีคะแนนสอบเข้าต่ำสุด 81 คะแนน นักวิจัยก็จะเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระหว่างนักเรียนที่สอบติดซึ่งสอบได้ 81 คะแนนและนักเรียนที่สอบไม่ติดซึ่งได้ 80 คะแนน โดยใช้สมมติฐานว่านักเรียนสองกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่สามารถเทียบเคียงกันได้
งานวิจัยชิ้นหนึ่งใช้ข้อมูลกลุ่มประชากรนักเรียนในประเทศออสเตรเลียโดยประยุกต์ใช้ทั้งวิธีจับคู่ด้วยคะแนนแนวโน้มและการออกแบบสมการถดถอยแบบไม่ต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือนักเรียนสองกลุ่มนี้ที่สอบติดและสอบไม่ติดโรงเรียนชั้นแนวหน้ามีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกหลายชิ้นในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ โดยทีมวิจัยอธิบายข้อค้นพบดังกล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้นักเรียนมีคะแนนสอบเป็นเลิศอาจไม่ได้อยู่ที่สถาบันการศึกษา แต่อยู่ที่ระดับความมุ่งมั่นทะเยอทะยานส่วนบุคคลของนักเรียนเสียมากกว่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นประเด็นที่สลับซับซ้อน ในทางทฤษฎีคำอธิบายทั้งทางบวก เช่น โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากกลุ่มเด็กเรียนเก่งที่สร้างแรงผลักดัน หรือครูและทรัพยากรทางการศึกษาคุณภาพสูง ในทางกลับกัน บรรยากาศในรั้วโรงเรียนชั้นแนวหน้าอาจเคร่งเครียดและแข่งขันสูงเกินไปจนสร้างแรงกดดันต่อนักเรียน
แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานในเชิงประจักษ์กลับพบว่าการสามารถสอบเข้าโรงเรียนชั้นแนวหน้าอาจไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นในการประสบความสำเร็จด้านการศึกษาซึ่งปูทางไปสู่อนาคตด้านการงานที่สดใส เพราะนักเรียนเหล่านี้ต่อให้อยู่ที่ไหนก็ย่อมประสบความสำเร็จไม่ต่างกัน โดยโรงเรียนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนเสริม แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ต่างใช้กลุ่มตัวอย่างจากประเทศพัฒนาแล้ว สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยซึ่งมีความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพทางการศึกษาสูงกว่า การได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงและมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าอาจส่งผลอย่างยิ่งต่อระดับรายได้และหน้าที่การงานในอนาคต ส่วนสมมติฐานนี้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นก็ฝากเป็นโจทย์วิจัยสำหรับเหล่านักวิชาการในแวดวงการศึกษาของไทยต่อไปครับ
ข้อมูลอ้างอิง