เนชั่นทีวี

Nation Story

ดรามาตะกร้อโลก 2026 จากคำตัดสินในสนาม สู่สงครามอำนาจนอกเกม .

30 พ.ค. 2569 | nation_ent

ดรามาตะกร้อโลก 2026 จากคำตัดสินในสนาม สู่สงครามอำนาจนอกเกม .

เกือบทั้งวงการเซปักตะกร้ออาเซียนต้องสั่นสะเทือน หลังเกมนัดชิงชนะเลิศประเภททีมชุดชาย ศึก ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 กลายเป็นดรามาระดับนานาชาติ เมื่อทีมชาติไทยตัดสินใจ “Walk Over” ระหว่างการแข่งขันกับเจ้าภาพมาเลเซีย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถล่มทลายต่อการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน และข้อสงสัยถึงความโปร่งใสขององค์กรบริหารกีฬาเซปักตะกร้อโลก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งจากคำตัดสินในสนาม หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องกฎระเบียบ เทคโนโลยีตัดสิน การเมืองกีฬา และอำนาจภายในองค์กรเซปักตะกร้อระดับนานาชาติ ที่กำลังกลายเป็นรอยร้าวสำคัญของกีฬาพื้นบ้านอาเซียนชนิดนี้

 

🔵[จุดเริ่มต้นของดรามาโลกตะกร้อ]

ค่ำคืนวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ สนามติติวงซา สเตเดียม กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ศึก ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 รอบชิงชนะเลิศประเภททีมชุดชาย ระหว่างทีมชาติไทย แชมป์เก่าสองสมัย กับเจ้าภาพมาเลเซีย ดำเนินไปอย่างดุเดือด

 

ทั้งสองชาติผลัดกันเก็บชัยชนะคนละทีมชุด จนต้องตัดสินแชมป์ในทีมชุดที่ 3 หรือ Regu C โดยทีมไทยส่ง ภูตะวัน โสภา, สิทธิพงศ์ คำจันทร์ และมฤคินทร์ พันธ์มกร ลงสนาม ส่วนมาเลเซียนำโดย มูฮัมหมัด ชาฮีร์ รอสลี, อาซลาน อับดุล มูบิน และฟาร์ฮาน อาดัม

 

เกมเต็มไปด้วยความกดดัน ท่ามกลางแฟนกีฬาเจ้าถิ่นที่เข้าชมเต็มสนาม ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเซตที่สอง ขณะทีมไทยนำ 14-13 และกำลังจะปิดแต้มสำคัญ

 

ผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์ มูฮัมหมัด ราดี้ เช เม ได้เป่าฟาวล์ผู้เล่นไทย โดยระบุว่ามีการเหยียบเส้นใต้ตาข่าย ส่งผลให้คะแนนถูกปรับเป็น 14-14 ทันที

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงยิ่งขึ้น คือภาพรีเพลย์บนจอในสนามที่ดูเหมือนจะไม่พบการเหยียบเส้นตามที่ผู้ตัดสินระบุ สตาฟฟ์โค้ชและนักกีฬาไทยจึงแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก พร้อมพยายามขอให้มีการทบทวนคำตัดสิน แต่สุดท้ายผู้ตัดสินยังยืนยันคำเดิม

 

หลังการถกเถียงยืดเยื้อ ทีมไทยจึงตัดสินใจ “Walk Over” หรือยอมแพ้เชิงกลยุทธ์ ด้วยการไม่แข่งขันต่อภายในเวลาที่กำหนด ส่งผลให้มาเลเซียคว้าแชมป์โลกทันที

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่ “Walk Out” หรือการเดินประท้วงออกจากสนามแบบผิดวินัยร้ายแรง แต่เป็นการ “Walk Over” ภายใต้การประเมินทางกฎหมายและกฎการแข่งขัน เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษหนักจากสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF)

 

แม้จะไม่แข่งขันต่อ แต่ทีมนักกีฬาไทยยังคงอยู่ร่วมพิธีมอบเหรียญรางวัลตามกำหนด เพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าภาพและการแข่งขัน

 

🔵[ปมใหญ่ของระบบ VAR ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้]

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก คือข้อจำกัดของระบบ Challenge และ VAR ของ ISTAF

 

แม้กติกาจะเปิดให้มีการขอ Challenge ได้ แต่ระบบดังกล่าวกลับครอบคลุมเพียงบางกรณี เช่น การล้ำแดนเหนือเน็ต ลูกออกเส้น หรือการยืนของผู้เสิร์ฟในจังหวะเริ่มเล่นเท่านั้น

 

กรณี “เหยียบเส้นใต้ตาข่าย” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในแต้มปัญหา กลับไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่ VAR สามารถใช้กลับคำตัดสินได้ ทำให้แม้ภาพรีเพลย์จะถูกเผยแพร่ต่อหน้าสาธารณชน ผู้ตัดสินก็ยังมีสิทธิ์ยืนยันคำตัดสินเดิมโดยไม่ผิดกฎ

ช่องโหว่นี้กลายเป็นข้อกล่าวหาสำคัญจากฝั่งไทย ว่าอาจมีการใช้ข้อจำกัดเชิงเทคนิคเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เจ้าภาพ และเปิดช่องให้คำตัดสินที่มีข้อสงสัยไม่สามารถถูกตรวจสอบอย่างแท้จริง

 

🔵[ชื่อของ “มูฮัมหมัด ราดี้” กับประวัติข้อถกเถียงที่ไม่ใช่ครั้งแรก]

ยิ่งเวลาผ่านไป กระแสวิจารณ์กลับยิ่งพุ่งเป้าไปยังผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์ “มูฮัมหมัด ราดี้” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตกเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงในวงการเซปักตะกร้ออาเซียน

 

ย้อนกลับไปในซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย เขาเคยทำหน้าที่ในเกมชิงชนะเลิศประเภททีมหญิงระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย และมีการเป่าฟาวล์ฝั่งอินโดนีเซียหลายครั้งติดต่อกัน จนทีมอินโดนีเซียตัดสินใจเดินออกจากสนามประท้วง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นดรามาระดับภูมิภาคในเวลานั้น และทำให้ชื่อของผู้ตัดสินรายนี้ถูกจับตาเรื่อยมา

 

ในอดีต พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตประธานสมาคมตะกร้อไทยและอดีตประธาน ISTAF ถึงขั้นเคยมีคำสั่งห้ามผู้ตัดสินรายนี้เข้ามาทำหน้าที่ในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีคลิปและข้อมูลจากแฟนกีฬาบนโลกออนไลน์ที่กล่าวหาว่าเขาเคยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับนักกีฬาเยาวชน ทั้งการตะคอกและกดดันให้นักกีฬาที่บาดเจ็บกลับลงแข่งขัน จนเกิดคำถามตามมาถึงมาตรฐานจริยธรรมของผู้ตัดสินในระดับนานาชาติ

 

🔵[แต่เมื่อขุดลึกลงไป ดรามานี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องคำตัดสิน]

เมื่อพิจารณาลึกลงไปกว่าความผิดพลาดในสนาม หลายฝ่ายเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อน “สงครามอำนาจ” ภายในองค์กรเซปักตะกร้อโลก ที่กำลังร้อนระอุก่อนการเลือกตั้งใหญ่ของ ISTAF ในเดือนตุลาคม 2569

 

นายธนา ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาเลเซียกำลังทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อขยายอิทธิพลใน ISTAF และผลักดันให้สำนักงานใหญ่องค์กรกลับไปตั้งอยู่ที่มาเลเซียอีกครั้ง

 

หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า ดรามาในสนามอาจไม่ใช่เพียงเรื่องการตัดสินผิดพลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน

 

ขณะเดียวกัน ภายในวงการตะกร้อไทยเองก็มีแรงเสียดทานจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำสมาคม หลังนายธนาเอาชนะการเลือกตั้งเหนือ นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์ ด้วยคะแนน 15-12 เสียง ขณะที่นายบุญชัยยังดำรงตำแหน่งรักษาการประธาน ISTAF

 

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในองค์กรกีฬาโลก

 

🔵[มาเลเซียโต้กลับ จี้ลงโทษไทยขั้นเด็ดขาด]

หลังจบการแข่งขัน สมาคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM) ออกแถลงการณ์โจมตีทีมไทยอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการไม่แข่งขันต่อถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของการแข่งขันระดับโลก

 

รองประธาน PSM ยังเรียกร้องให้ ISTAF ลงโทษแบนทีมชาติไทยจากการแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงรายการใหญ่ในอนาคต

 

ด้านฝ่ายไทยตอบโต้ทันทีว่า หากถูกลงโทษโดยไม่เป็นธรรม จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (CAS)

 

ท่าทีแข็งกร้าวของทั้งสองฝ่ายทำให้ดรามานี้ลุกลามจากสนามกีฬาไปสู่ระดับกฎหมายระหว่างประเทศทันที

 

🔵[กระแสจากมาเลเซียเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด]

แม้มาเลเซียจะคว้าแชมป์โลก แต่เสียงสะท้อนจากแฟนกีฬาในประเทศกลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

แฟนตะกร้อจำนวนไม่น้อยออกมายอมรับว่า ชัยชนะครั้งนี้ขาดความสง่างาม และต้องการเห็นทีมชาติของตนเอาชนะไทยด้วยเกมที่ยุติธรรมมากกว่าคำตัดสินที่เป็นข้อถกเถียง

 

บางส่วนยังร่วมวิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน พร้อมเรียกร้องให้วงการตะกร้อโลกปฏิรูประบบการตัดสินและ VAR อย่างจริงจัง

 

🔵[บทเรียนสำคัญที่วงการตะกร้อไทยต้องทบทวน]

อดีตนักกีฬาทีมชาติไทยและโค้ชระดับนานาชาติอย่าง “ซันชิโร่” หรือ วีรัส ณ หนองคาย มองว่า แม้ฝ่ายไทยจะมีเหตุผลรองรับความไม่พอใจ แต่การหยุดแข่งขันกลางเกมย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์กีฬา ผู้สนับสนุน และสถานีโทรทัศน์ที่ถือลิขสิทธิ์

 

เขาเสนอว่า สมาคมไทยควรพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายกีฬาและกระบวนการประท้วงอย่างเป็นระบบ โดยควรใช้ “Protest Form” ตามมาตรฐานสากล พร้อมรวบรวมหลักฐานเข้าสู่กระบวนการของ Jury แทนการยุติการแข่งขันทันที

 

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การต่อสู้เป็นไปตามระบบกฎหมายกีฬาโลก และลดความเสี่ยงต่อบทลงโทษในอนาคต

 

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารทีมให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายกีฬา การประสานงานระหว่างประเทศ และการเมืองกีฬา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

🔵[สัญญาณบวกก่อนศึกคิงส์คัพ 2026]

แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ล่าสุดผู้บริหาร ISTAF ได้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อหารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย

 

การประชุมเป็นไปในบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยฝ่ายไทยได้ยื่นคลิปวิดีโอต้นฉบับและข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเป็นทางการ

 

หลังการหารือ ทุกฝ่ายยังยืนยันร่วมกันว่า ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 39 ในเดือนสิงหาคม 2569 ตามกำหนดเดิม

 

นั่นอาจสะท้อนว่า แม้ดรามาจะสร้างรอยร้าวครั้งใหญ่ แต่ความสัมพันธ์ด้านกีฬาในภูมิภาคยังไม่ถึงขั้นแตกหัก และทุกฝ่ายยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ของเซปักตะกร้อในเวทีโลกเอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับวงการกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า หากระบบตัดสินยังมีช่องโหว่ และการเมืองยังแทรกซึมอยู่ในองค์กรกีฬา การแข่งขันในสนามจะยังถูกตัดสินด้วย “ฝีมือ” เพียงอย่างเดียวได้จริงหรือไม่