ช่องโหว่นี้กลายเป็นข้อกล่าวหาสำคัญจากฝั่งไทย ว่าอาจมีการใช้ข้อจำกัดเชิงเทคนิคเพื่อสร้างความได้เปรียบให้เจ้าภาพ และเปิดช่องให้คำตัดสินที่มีข้อสงสัยไม่สามารถถูกตรวจสอบอย่างแท้จริง
🔵[ชื่อของ “มูฮัมหมัด ราดี้” กับประวัติข้อถกเถียงที่ไม่ใช่ครั้งแรก]
ยิ่งเวลาผ่านไป กระแสวิจารณ์กลับยิ่งพุ่งเป้าไปยังผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์ “มูฮัมหมัด ราดี้” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตกเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงในวงการเซปักตะกร้ออาเซียน
ย้อนกลับไปในซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย เขาเคยทำหน้าที่ในเกมชิงชนะเลิศประเภททีมหญิงระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย และมีการเป่าฟาวล์ฝั่งอินโดนีเซียหลายครั้งติดต่อกัน จนทีมอินโดนีเซียตัดสินใจเดินออกจากสนามประท้วง
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นดรามาระดับภูมิภาคในเวลานั้น และทำให้ชื่อของผู้ตัดสินรายนี้ถูกจับตาเรื่อยมา
ในอดีต พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตประธานสมาคมตะกร้อไทยและอดีตประธาน ISTAF ถึงขั้นเคยมีคำสั่งห้ามผู้ตัดสินรายนี้เข้ามาทำหน้าที่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีคลิปและข้อมูลจากแฟนกีฬาบนโลกออนไลน์ที่กล่าวหาว่าเขาเคยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับนักกีฬาเยาวชน ทั้งการตะคอกและกดดันให้นักกีฬาที่บาดเจ็บกลับลงแข่งขัน จนเกิดคำถามตามมาถึงมาตรฐานจริยธรรมของผู้ตัดสินในระดับนานาชาติ
🔵[แต่เมื่อขุดลึกลงไป ดรามานี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องคำตัดสิน]
เมื่อพิจารณาลึกลงไปกว่าความผิดพลาดในสนาม หลายฝ่ายเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อน “สงครามอำนาจ” ภายในองค์กรเซปักตะกร้อโลก ที่กำลังร้อนระอุก่อนการเลือกตั้งใหญ่ของ ISTAF ในเดือนตุลาคม 2569
นายธนา ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาเลเซียกำลังทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อขยายอิทธิพลใน ISTAF และผลักดันให้สำนักงานใหญ่องค์กรกลับไปตั้งอยู่ที่มาเลเซียอีกครั้ง
หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า ดรามาในสนามอาจไม่ใช่เพียงเรื่องการตัดสินผิดพลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ภายในวงการตะกร้อไทยเองก็มีแรงเสียดทานจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำสมาคม หลังนายธนาเอาชนะการเลือกตั้งเหนือ นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์ ด้วยคะแนน 15-12 เสียง ขณะที่นายบุญชัยยังดำรงตำแหน่งรักษาการประธาน ISTAF
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในองค์กรกีฬาโลก
🔵[มาเลเซียโต้กลับ จี้ลงโทษไทยขั้นเด็ดขาด]
หลังจบการแข่งขัน สมาคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM) ออกแถลงการณ์โจมตีทีมไทยอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการไม่แข่งขันต่อถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของการแข่งขันระดับโลก
รองประธาน PSM ยังเรียกร้องให้ ISTAF ลงโทษแบนทีมชาติไทยจากการแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงรายการใหญ่ในอนาคต
ด้านฝ่ายไทยตอบโต้ทันทีว่า หากถูกลงโทษโดยไม่เป็นธรรม จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (CAS)
ท่าทีแข็งกร้าวของทั้งสองฝ่ายทำให้ดรามานี้ลุกลามจากสนามกีฬาไปสู่ระดับกฎหมายระหว่างประเทศทันที
🔵[กระแสจากมาเลเซียเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด]
แม้มาเลเซียจะคว้าแชมป์โลก แต่เสียงสะท้อนจากแฟนกีฬาในประเทศกลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
แฟนตะกร้อจำนวนไม่น้อยออกมายอมรับว่า ชัยชนะครั้งนี้ขาดความสง่างาม และต้องการเห็นทีมชาติของตนเอาชนะไทยด้วยเกมที่ยุติธรรมมากกว่าคำตัดสินที่เป็นข้อถกเถียง
บางส่วนยังร่วมวิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน พร้อมเรียกร้องให้วงการตะกร้อโลกปฏิรูประบบการตัดสินและ VAR อย่างจริงจัง
🔵[บทเรียนสำคัญที่วงการตะกร้อไทยต้องทบทวน]
อดีตนักกีฬาทีมชาติไทยและโค้ชระดับนานาชาติอย่าง “ซันชิโร่” หรือ วีรัส ณ หนองคาย มองว่า แม้ฝ่ายไทยจะมีเหตุผลรองรับความไม่พอใจ แต่การหยุดแข่งขันกลางเกมย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์กีฬา ผู้สนับสนุน และสถานีโทรทัศน์ที่ถือลิขสิทธิ์
เขาเสนอว่า สมาคมไทยควรพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายกีฬาและกระบวนการประท้วงอย่างเป็นระบบ โดยควรใช้ “Protest Form” ตามมาตรฐานสากล พร้อมรวบรวมหลักฐานเข้าสู่กระบวนการของ Jury แทนการยุติการแข่งขันทันที
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การต่อสู้เป็นไปตามระบบกฎหมายกีฬาโลก และลดความเสี่ยงต่อบทลงโทษในอนาคต
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารทีมให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายกีฬา การประสานงานระหว่างประเทศ และการเมืองกีฬา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
🔵[สัญญาณบวกก่อนศึกคิงส์คัพ 2026]
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ล่าสุดผู้บริหาร ISTAF ได้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อหารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย
การประชุมเป็นไปในบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยฝ่ายไทยได้ยื่นคลิปวิดีโอต้นฉบับและข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเป็นทางการ
หลังการหารือ ทุกฝ่ายยังยืนยันร่วมกันว่า ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 39 ในเดือนสิงหาคม 2569 ตามกำหนดเดิม
นั่นอาจสะท้อนว่า แม้ดรามาจะสร้างรอยร้าวครั้งใหญ่ แต่ความสัมพันธ์ด้านกีฬาในภูมิภาคยังไม่ถึงขั้นแตกหัก และทุกฝ่ายยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ของเซปักตะกร้อในเวทีโลกเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับวงการกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า หากระบบตัดสินยังมีช่องโหว่ และการเมืองยังแทรกซึมอยู่ในองค์กรกีฬา การแข่งขันในสนามจะยังถูกตัดสินด้วย “ฝีมือ” เพียงอย่างเดียวได้จริงหรือไม่