เนชั่นทีวี

Nation Story

ทีวีไทยเตรียมจอดำ? สมาคมสื่อขู่ฟ้อง กสทช. ดองแผนแม่บท-รัฐบาลขยับเล็งสั่ง "ยุบองค์กร"

27 พ.ค. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

ทีวีไทยเตรียมจอดำ? สมาคมสื่อขู่ฟ้อง กสทช. ดองแผนแม่บท-รัฐบาลขยับเล็งสั่ง "ยุบองค์กร"

ARTICLE: สมาคมทีวีดิจิทัลไม่ทน! ยื่นเดดไลน์ 30 มิ.ย. จ่อฟ้องศาล ปมบอร์ด กสทช. ยื้อโรดแมปส่อแวว "จอดำ" จับตาสภาฯ-รมว.ดีอี ประสานเสียงหนุนรื้อโครงสร้าง ยุบ กสทช.

คุณเคยรู้สึกไหมว่า... ในวันที่เราต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเน็ตมือถือแพงขึ้นทุกเดือนหลังการควบรวม อนาคตของฟรีทีวีที่พ่อแม่เราดูอยู่ที่บ้านก็กำลังเข้าสู่ความมืดมนโดยไม่มีใครตอบได้ว่าจะไปทางไหนต่อ? เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลก็จะหมดอายุลง แต่ทำไมผู้คุมกฎอย่าง กสทช. ถึงยังไม่เคาะแผนอนาคต? หรืออุปสรรคที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็น "เกมการเมืองภายใน" ที่ดองผลประโยชน์ของประชาชนไว้บนหอคอยงาช้าง?

 

เมื่ออุตสาหกรรมสื่อทีวีไทยเดินทางมาถึงทางตันที่ไร้ป้ายบอกทาง วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้ จึงกลายเป็น "เส้นตาย" ครั้งสำคัญที่สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ขีดเส้นฟ้องศาลต่อคณะกรรมการ กสทช. หากยังไม่มีความชัดเจนเรื่อง "แผนแม่บทและโรดแมปทีวีดิจิทัลภายหลังปี 2572"

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและองค์กรวิชาชีพสื่อ 8 องค์กร เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธาน กสทช. เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการวางแผนธุรกิจระยะยาว ท่ามกลางยุคที่ถูกดิสรัปต์จาก AI และแพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างชาติ (OTT) ที่แย่งชิงเม็ดเงินโฆษณาไปอย่างมหาศาล

นายเดียว วรตั้งตระกูล เลขานุการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ระบุถึงความเสียหายในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า "ความเสียหายเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมแล้ว เอกชนแต่ละรายเสียหายมากน้อยต่างกันไป เราให้เวลา กสทช. ถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ สำหรับความชัดเจนในแผนแม่บท เพราะยิ่งล่าช้าความเสียหายยิ่งมากขึ้น หลังจากเลยกำหนดอาจต้องพิจารณาฟ้องร้อง กสทช. ต่อศาล"

 

🔵 [นับถอยหลังระเบิดเวลา "จอดำ" ฟรีทีวีไทยเหลือเวลาอีกแค่ไหน?]

หากลองกางปฏิทินดูจะพบว่า ความกังวลของภาคเอกชนไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง เพราะโครงสร้างระบบออกอากาศฟรีทีวีของไทยกำลังจะพังทลายลงในอีกไม่ช้า หากปราศจากแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยวิกฤตจะเกิดขึ้นเป็น 3 ระลอกหลัก ๆ ดังนี้

 

ระลอกที่ 1: โครงข่ายหมดอายุ (มิถุนายน – กันยายน 2571)

เริ่มจากใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) ซึ่งเปรียบเสมือนถนนที่ส่งสัญญาณไปสู่บ้านคุณ โดยของ ททบ.5 (MUX 1), MCOT, Thai PBS และกรมประชาสัมพันธ์ จะสิ้นสุดในวันที่ 16 มิถุนายน 2571 ตามด้วย ททบ.5 (MUX 2) ในวันที่ 29 กันยายน 2571 หากโครงข่ายเหล่านี้ไม่ได้รับการต่ออายุหรือประมูลใหม่ สัญญาณฟรีทีวีของไทยจะดับลงทันที

 

ระลอกที่ 2: 14 ช่องธุรกิจล่มสลาย (24 เมษายน 2572)

นี่คือจุดเปลี่ยนที่คนดูทีวีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะใบอนุญาตของช่องทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจทั้ง 14 ช่องที่เหลืออยู่ รวมทั้ง "เนชั่นทีวี ช่อง 22" จะหมดอายุพร้อมกันในวันนี้!

การทำธุรกิจสื่อไม่ใช่เรื่องที่เสกได้ในข้ามคืน... ช่องทีวีอาจเลือกเซฟตัวเองด้วยการลดต้นทุน ปลดพนักงาน ผลิตรายการคุณภาพต่ำลง หรือตัดใจจอดำตัวเอง ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้บริโภคอย่างเราจะต้องทนดูรายการรีรันซ้ำซาก หรือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหนีไปเสียเงินให้แพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ระลอกที่ 3: ปิดม่านสื่อสาธารณะ (มิถุนายน – ธันวาคม 2573)

ปิดท้ายด้วยช่องโทรทัศน์สาธารณะและทีวีชุมชน ได้แก่ ช่องรัฐสภา (TPTV), NBT2HD, Thai PBS, ททบ.5, T Sports 7 และ NBT11 (NBT ภูมิภาค) ที่จะทยอยหมดอายุใบอนุญาตลงจนหมดสิ้นในปี 2573

 

 

🔵 [แผนแม่บทโดน "ดอง" ในเกมการเมือง กสทช.]

ในขณะที่ภาคเอกชนวิ่งวุ่นด้วยความกังวล คำชี้แจงจากคนในอย่าง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ผ่าน "จดหมายเปิดผนึก" กลับยิ่งเปิดแผลใหญ่ให้สังคมเห็นชัดเจนว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คนทำงาน แต่อยู่ที่กลไกและ "การเมืองภายใน" บอร์ด กสทช.

 

ร่างแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 และโรดแมปทีวีดิจิทัล ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเข้าคิวรอพิจารณาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 ในขณะที่โลกเอกชนเปลี่ยนผ่านไปใช้ AI ทำงานเสร็จไปหลายร้อยโปรเจกต์ แต่วาระระดับชาติของ กสทช. กลับถูกเลื่อนซ้ำซากเกือบครึ่งปี โดยมีวาระอื่นแทรกเข้ามาตลอดเวลา เนื่องจากประธาน กสทช. เป็นผู้มีอำนาจจัดลำดับวาระการประชุมแต่เพียงผู้เดียว

 

"สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยมีทั้งวาระเร่งด่วนและวาระที่ไม่สะท้อนความเร่งด่วนถูกนำขึ้นมาพิจารณาก่อน ส่งผลให้แผนแม่บทฯ กลายเป็น “วาระที่คาการพิจารณา” มากกว่าจะเป็นเพียงวาระค้าง เนื่องจากเริ่มพิจารณาแล้วแต่ไม่ถูกนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีกนานเกือบ 2 เดือน" ดร.พิรงรอง กล่าว

 

หากย้อนดูช่วงเวลาที่ผ่านมา ผลงานเด่นที่สุดของบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบัน ที่มี ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อดีตแพทย์โรคหัวใจมือต้นๆ ของประเทศ เป็นประธานนั้น คงจะเป็นความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่จบสิ้น และการเปิดศึกกันเองของกรรมการแต่ละท่าน หลายวาระที่ต้องพิจารณากลับถูก "ดอง" ไว้ บางเรื่องถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีความ 

 

และล่าสุด การประชุม กสทช. ในวันนี้ (27 พ.ค. 69) ที่มีการบรรจุวาระโรดแมปทีวีดิจิทัลค้างไว้ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเช่นเคย และนัดประชุมครั้งถัดไปวันที่ 10 มิ.ย. 69

 

นี่จึงเป็นคำถามที่สังคมต้องช่วยกันคิดว่า ในขณะที่โลกดิจิทัลหมุนไปด้วยความเร็วของ AI และค่ายแพลตฟอร์มโลกกำลังกินรวบ แต่ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลของไทยกลับใช้เวลากว่าครึ่งค่อนปีไปกับเกมการเมืองที่ล่าช้าจนเอกชนทนไม่ไหว?

 

🔵 [จากบทเรียน "ควบรวมค่ายมือถือ" สู่แรงกดดันการ "ยุบ กสทช."]

ความล่าช้าของ กสทช. ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพจำเดิม ๆ ของผู้บริโภค โดยเฉพาะความเจ็บปวดจากกรณีดีลประวัติศาสตร์การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือของไทยตกอยู่ในมือของยักษ์ใหญ่เพียง 2 ราย ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับแพ็กเกจค่าบริการที่แพงขึ้น สัญญาณเน็ตที่อืดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยที่มาตรการเยียวยาลดค่าบริการ 12% ของ กสทช. ดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

ในวันที่ผู้บริโภคต้องประหยัดทุกบาทเพื่อจ่ายค่าครองชีพและค่าเน็ตแพงๆ อาคารสำนักงานใหม่ของ กสทช. ย่านแคราย มูลค่ากว่า 2,643 ล้านบาท ที่ใช้เงินภาษีและรายได้ของแผ่นดิน กลับสร้างลากยาวมากว่า 10 ปีก็ยังไม่เสร็จสิ้น จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพขององค์กรนี้

 

ความอดทนที่สิ้นสุดส่งผลให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาประสานเสียงสนับสนุนแนวคิดในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หรือกระทั่ง "ยุบ กสทช." โดยชี้แจงว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความเห็นต่างเฉพาะบุคคล หรือปัญหาการทำงานของคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ... หากกลไกเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง"

 

อีกทั้งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็มีการอภิปรายกันอย่างดุเดือดถึงหน้าที่ของ กสทช. ในตลอด 16 ปีที่ผ่านมาว่าคุ้มค่ากับเงินภาษีที่ประชาชนจ้างหรือไม่ อย่างเช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชี้ว่า รายได้หลายแสนล้านบาทที่ กสทช. ได้รับ ส่วนหนึ่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่อีกส่วนกลับกลายเป็นงบบริหารองค์กรปีละว่า 6,000 ล้านบาท โดยเอาเกือบ 60% ไปใช้กับงานประจำและสร้างตึก ขณะที่ภารกิจตามกฎหมายได้รับงบเพียง 40%

 

"16 ปีที่ผ่านมา กสทช.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เลย ทั้งเรื่องราคามือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงถึงเวลาหรือยังที่จะต้องทบทวนถึงขั้นยุบ กสทช.แล้วตั้งองค์กรใหม่" สส.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถาม

 

🔵 [มองไปข้างหน้า: เราอยากเห็นก้าวต่อไปของสื่อไทยในทิศทางไหน?]

บทเรียนราคาแพงจากการควบรวมค่ายมือถือได้สอนให้เรารู้ว่า การปล่อยปละละเลยของผู้คุมกฎสร้างผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าเราได้มากเพียงใด และในวันนี้ กับกรณีวิกฤตทีวีดิจิทัลที่กำลังนับถอยหลัง เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญระหว่าง

 

1. ปล่อยให้ระบบเดิมแช่แข็งผลประโยชน์ประเทศ จนนำไปสู่สภาวะทีวีจอดำ สื่อไทยอ่อนแอ และถูกกลืนกินโดยแพลตฟอร์มต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ

 

หรือ 2. ใช้โอกาสนี้สนับสนุนการ "รื้อโครงสร้าง กสทช." เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่โปร่งใส ยืดหยุ่น คุมสตรีมมิงออนไลน์อย่างเป็นธรรม และสนับสนุน Soft Power ของไทยให้เติบโตในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

 

ในฐานะที่เราเป็นทั้งคนเสียภาษี คนดูทีวี และผู้บริโภคยุคดิจิทัล คุณอยากเห็นโมเดล กสทช. ยุคใหม่หน้าตาแบบไหนที่จะเข้ามาปกป้องเงินในกระเป๋าเราและสนับสนุนสื่อไทยให้โกอินเตอร์ได้อย่างแท้จริง?

 

มาร่วมแชร์มุมมองและคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตสื่อไทยที่ดีกว่าไปด้วยกันครับ!