การทำธุรกิจสื่อไม่ใช่เรื่องที่เสกได้ในข้ามคืน... ช่องทีวีอาจเลือกเซฟตัวเองด้วยการลดต้นทุน ปลดพนักงาน ผลิตรายการคุณภาพต่ำลง หรือตัดใจจอดำตัวเอง ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้บริโภคอย่างเราจะต้องทนดูรายการรีรันซ้ำซาก หรือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหนีไปเสียเงินให้แพลตฟอร์มต่างชาติ
ระลอกที่ 3: ปิดม่านสื่อสาธารณะ (มิถุนายน – ธันวาคม 2573)
ปิดท้ายด้วยช่องโทรทัศน์สาธารณะและทีวีชุมชน ได้แก่ ช่องรัฐสภา (TPTV), NBT2HD, Thai PBS, ททบ.5, T Sports 7 และ NBT11 (NBT ภูมิภาค) ที่จะทยอยหมดอายุใบอนุญาตลงจนหมดสิ้นในปี 2573
🔵 [แผนแม่บทโดน "ดอง" ในเกมการเมือง กสทช.]
ในขณะที่ภาคเอกชนวิ่งวุ่นด้วยความกังวล คำชี้แจงจากคนในอย่าง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ผ่าน "จดหมายเปิดผนึก" กลับยิ่งเปิดแผลใหญ่ให้สังคมเห็นชัดเจนว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คนทำงาน แต่อยู่ที่กลไกและ "การเมืองภายใน" บอร์ด กสทช.
ร่างแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 และโรดแมปทีวีดิจิทัล ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเข้าคิวรอพิจารณาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 ในขณะที่โลกเอกชนเปลี่ยนผ่านไปใช้ AI ทำงานเสร็จไปหลายร้อยโปรเจกต์ แต่วาระระดับชาติของ กสทช. กลับถูกเลื่อนซ้ำซากเกือบครึ่งปี โดยมีวาระอื่นแทรกเข้ามาตลอดเวลา เนื่องจากประธาน กสทช. เป็นผู้มีอำนาจจัดลำดับวาระการประชุมแต่เพียงผู้เดียว
"สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยมีทั้งวาระเร่งด่วนและวาระที่ไม่สะท้อนความเร่งด่วนถูกนำขึ้นมาพิจารณาก่อน ส่งผลให้แผนแม่บทฯ กลายเป็น “วาระที่คาการพิจารณา” มากกว่าจะเป็นเพียงวาระค้าง เนื่องจากเริ่มพิจารณาแล้วแต่ไม่ถูกนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีกนานเกือบ 2 เดือน" ดร.พิรงรอง กล่าว
หากย้อนดูช่วงเวลาที่ผ่านมา ผลงานเด่นที่สุดของบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบัน ที่มี ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อดีตแพทย์โรคหัวใจมือต้นๆ ของประเทศ เป็นประธานนั้น คงจะเป็นความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่จบสิ้น และการเปิดศึกกันเองของกรรมการแต่ละท่าน หลายวาระที่ต้องพิจารณากลับถูก "ดอง" ไว้ บางเรื่องถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีความ
และล่าสุด การประชุม กสทช. ในวันนี้ (27 พ.ค. 69) ที่มีการบรรจุวาระโรดแมปทีวีดิจิทัลค้างไว้ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเช่นเคย และนัดประชุมครั้งถัดไปวันที่ 10 มิ.ย. 69
นี่จึงเป็นคำถามที่สังคมต้องช่วยกันคิดว่า ในขณะที่โลกดิจิทัลหมุนไปด้วยความเร็วของ AI และค่ายแพลตฟอร์มโลกกำลังกินรวบ แต่ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลของไทยกลับใช้เวลากว่าครึ่งค่อนปีไปกับเกมการเมืองที่ล่าช้าจนเอกชนทนไม่ไหว?
🔵 [จากบทเรียน "ควบรวมค่ายมือถือ" สู่แรงกดดันการ "ยุบ กสทช."]
ความล่าช้าของ กสทช. ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพจำเดิม ๆ ของผู้บริโภค โดยเฉพาะความเจ็บปวดจากกรณีดีลประวัติศาสตร์การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือของไทยตกอยู่ในมือของยักษ์ใหญ่เพียง 2 ราย ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับแพ็กเกจค่าบริการที่แพงขึ้น สัญญาณเน็ตที่อืดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยที่มาตรการเยียวยาลดค่าบริการ 12% ของ กสทช. ดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ในวันที่ผู้บริโภคต้องประหยัดทุกบาทเพื่อจ่ายค่าครองชีพและค่าเน็ตแพงๆ อาคารสำนักงานใหม่ของ กสทช. ย่านแคราย มูลค่ากว่า 2,643 ล้านบาท ที่ใช้เงินภาษีและรายได้ของแผ่นดิน กลับสร้างลากยาวมากว่า 10 ปีก็ยังไม่เสร็จสิ้น จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพขององค์กรนี้
ความอดทนที่สิ้นสุดส่งผลให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาประสานเสียงสนับสนุนแนวคิดในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หรือกระทั่ง "ยุบ กสทช." โดยชี้แจงว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความเห็นต่างเฉพาะบุคคล หรือปัญหาการทำงานของคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ... หากกลไกเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง"
อีกทั้งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็มีการอภิปรายกันอย่างดุเดือดถึงหน้าที่ของ กสทช. ในตลอด 16 ปีที่ผ่านมาว่าคุ้มค่ากับเงินภาษีที่ประชาชนจ้างหรือไม่ อย่างเช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชี้ว่า รายได้หลายแสนล้านบาทที่ กสทช. ได้รับ ส่วนหนึ่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่อีกส่วนกลับกลายเป็นงบบริหารองค์กรปีละว่า 6,000 ล้านบาท โดยเอาเกือบ 60% ไปใช้กับงานประจำและสร้างตึก ขณะที่ภารกิจตามกฎหมายได้รับงบเพียง 40%
"16 ปีที่ผ่านมา กสทช.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เลย ทั้งเรื่องราคามือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงถึงเวลาหรือยังที่จะต้องทบทวนถึงขั้นยุบ กสทช.แล้วตั้งองค์กรใหม่" สส.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถาม
🔵 [มองไปข้างหน้า: เราอยากเห็นก้าวต่อไปของสื่อไทยในทิศทางไหน?]
บทเรียนราคาแพงจากการควบรวมค่ายมือถือได้สอนให้เรารู้ว่า การปล่อยปละละเลยของผู้คุมกฎสร้างผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าเราได้มากเพียงใด และในวันนี้ กับกรณีวิกฤตทีวีดิจิทัลที่กำลังนับถอยหลัง เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญระหว่าง
1. ปล่อยให้ระบบเดิมแช่แข็งผลประโยชน์ประเทศ จนนำไปสู่สภาวะทีวีจอดำ สื่อไทยอ่อนแอ และถูกกลืนกินโดยแพลตฟอร์มต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ
หรือ 2. ใช้โอกาสนี้สนับสนุนการ "รื้อโครงสร้าง กสทช." เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่โปร่งใส ยืดหยุ่น คุมสตรีมมิงออนไลน์อย่างเป็นธรรม และสนับสนุน Soft Power ของไทยให้เติบโตในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
ในฐานะที่เราเป็นทั้งคนเสียภาษี คนดูทีวี และผู้บริโภคยุคดิจิทัล คุณอยากเห็นโมเดล กสทช. ยุคใหม่หน้าตาแบบไหนที่จะเข้ามาปกป้องเงินในกระเป๋าเราและสนับสนุนสื่อไทยให้โกอินเตอร์ได้อย่างแท้จริง?
มาร่วมแชร์มุมมองและคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตสื่อไทยที่ดีกว่าไปด้วยกันครับ!