มีฉากหนึ่งในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้
Richard Ashcroft เดินตรงไปข้างหน้า ท่ามกลางผู้คนบนถนน
เขาไม่หลบใคร และคนอื่นก็ไม่หลบเขา ทุกคนเดินชนกัน แต่ก็ยังเดินต่อ
ประเทศมหาอำนาจเดินไปข้างหน้า ประเทศที่ต่อต้านก็เดินไปข้างหน้า
ไม่มีใครอยากเป็นคนที่หยุดก่อน และโลกทั้งใบ ก็เหมือนกำลังยืนดูอยู่ข้างถนน
เรื่องแปลกของโลกคือ ทุกฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง
สหรัฐพูดถึง “ความมั่นคงของโลก”
อิหร่านพูดถึง “อธิปไตยของตัวเอง”
ถ้าเราฟังเพียงฝ่ายเดียว เรื่องราวจะดูชัดเจนมาก
แต่ถ้าเราฟังทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน โลกจะเริ่มเหมือนวงออร์เคสตรา
ที่มีเครื่องดนตรีหลายตัว กำลังเล่นคนละทำนอง
บางเสียงเข้ากัน บางเสียงขัดกัน
แต่ทั้งหมด กำลังเล่นอยู่ในเพลงเดียวกัน
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Bitter Sweet Symphony ยังคงถูกเปิดฟังมาจนถึงวันนี้
เพราะมันพูดถึงความจริงอย่างหนึ่งของมนุษย์ โลกไม่ได้เป็นสีขาว หรือสีดำ
มันเป็นสีเทา
มันมีทั้งความงดงาม และความขัดแย้ง
มันมีทั้งความหวัง และความกลัว พร้อมกัน
ในข่าวการเมืองระหว่างประเทศ เรามักเห็นแต่คำใหญ่ ๆ
ยุทธศาสตร์
อำนาจ
ความมั่นคง
ภูมิรัฐศาสตร์
แต่จริงๆ แล้ว เบื้องหลังคำเหล่านั้น คือผู้คนธรรมดา
คนที่ต้องไปทำงานตอนเช้า คนที่ต้องเลี้ยงลูก คนที่ต้องเปิดร้าน
ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน โลกของพวกเขา ไม่ได้ใหญ่เท่าโลกที่เห็นผ่านข่าว
แต่มันคือ โลกในชีวิตจริง
บางทีโลกทั้งใบ ก็เหมือนเพลงเพลงหนึ่ง
บางช่วงเพราะมาก บางช่วงฟังแล้วอึดอัด แต่เพลงยังคงเล่นต่อไป
เหมือนประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ เหมือนความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย
และเราแต่ละคน ก็เหมือนเครื่องดนตรีเล็ก ๆ ในวงออร์เคสตรานั้น
ไม่ว่าเราจะอยากเล่น หรือไม่ก็ตาม
คืนนี้ ถ้ามีเวลาเงียบ ๆ สักห้านาที
ลองเปิดฟังเพลงนี้ แล้วฟังมันจนจบ
คุณอาจจะเข้าใจว่า ทำไมประวัติศาสตร์ของมนุษย์
ถึงเป็นซิมโฟนีที่ทั้งงดงาม และขมขื่น ในเวลาเดียวกัน
แล้วคุณจะรู้ว่า
ทำไมเพลงนี้ ถึงยังเดินอยู่บนถนนสายเดิมของโลก
มาเกือบสามสิบปีแล้ว