วิกฤตหนี้ไทย 16.3 ล้านล้าน! สภาพัฒน์ชี้ "คนเงินเดือนแสน" เริ่มเบี้ยวหนี้ กนง. สั่งหั่นดอกเบี้ยเหลือ 1%
28 ก.พ. 2569
STORY : หนี้ครัวเรือนไทย 16 ล้านล้าน! สภาพัฒน์ชี้ "คนเงินเดือนแสน" เริ่มผิดนัดชำระ ขณะ กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
Nation Story
28 ก.พ. 2569
STORY : หนี้ครัวเรือนไทย 16 ล้านล้าน! สภาพัฒน์ชี้ "คนเงินเดือนแสน" เริ่มผิดนัดชำระ ขณะ กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
เมื่อคนที่มีเงินเดือนหลักแสนยังผิดนัดชำระหนี้ได้ — นี่คือสัญญาณที่บอกว่าปัญหาหนี้ไทยไม่ใช่แค่เรื่องของคนจนอีกต่อไปแล้ว?
เคยคิดไหมว่า... คนที่ได้เงินเดือนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ยังจ่ายหนี้ไม่ไหว?
ฟังดูขัดแย้งกับสามัญสำนึก แต่นั่นคือสิ่งที่ข้อมูลล่าสุดจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กำลังบอกกับพวกเราทุกคน และสัญญาณนี้อาจหมายความว่า วิกฤตหนี้ครัวเรือนของไทยลุกลามไปไกลกว่าที่หลายคนคิด
ข้อมูลล่าสุดไตรมาสสาม ปี 2568 ระบุว่า หนี้สินครัวเรือนไทยมีมูลค่ารวม 16.31 ล้านล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อย 0.29% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่อย่าเพิ่งโล่งใจ เพราะที่ลดลงไม่ใช่เพราะคนไทยหมดหนี้ได้มากขึ้น หากแต่เป็นเพราะ สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ใหม่มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าลูกหนี้เริ่มจ่ายหนี้ไม่ได้
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงค้างอยู่ที่ 86.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับนานาประเทศ และสะท้อนว่า คนไทยกำลังแบกภาระหนี้คิดเป็นเกือบเท่าตัวผลผลิตทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ
ตัวเลขที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือ หนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPLs) พุ่งขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดกัน มีมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.4% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด และเพิ่มขึ้นถึง 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ที่น่าสังเกตคือ NPLs เพิ่มขึ้น ในทุกประเภทสินเชื่อ ตั้งแต่สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งหมายความว่าไม่มีหมวดไหนที่รอดพ้นจากพายุลูกนี้ไปได้
แล้วใครกันแน่ที่กำลังผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด?
นี่คือสิ่งที่สภาพัฒน์ค้นพบและสร้างความตกใจให้กับนักเศรษฐศาสตร์ไม่น้อย
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัย SCB EIC ชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อเดือน มากกว่า 1 ใน 5 หรือ 21% เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ แล้ว นั่นแปลว่าถ้าคุณมีเพื่อนร่วมงาน 5 คนที่เงินเดือนหลักแสน โอกาสสูงมากที่อย่างน้อย 1 คนกำลังนอนกังวลเรื่องหนี้อยู่เงียบๆ
ขณะเดียวกัน กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ราว 1 ใน 3 หรือ 31% มีภาระหนี้สูงเกิน 60% ของรายได้ ซึ่งหมายความว่าทุกๆ เงินเดือนที่ได้มา เกินครึ่งต้องส่งไปจ่ายหนี้ก่อนจะเอาไปใช้จ่ายชีวิตได้จริง
และ กลุ่มที่ยังลำบากที่สุดคือผู้มีรายได้ 15,000–30,000 บาทต่อเดือน — คนทำงานระดับฐานของสังคมที่รายได้ไม่โต แต่ค่าครองชีพพุ่งสูงทุกปี
เลขาธิการสภาพัฒน์ นายดนุชา พิชยนันท์ ระบุว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยกำลังลดลงโดยรวม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเชิงรุกที่น่าสนใจ
"จำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักและวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น มาตรการสะกิด (Nudge) ผ่านการแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ หรือการลุ้นเสี่ยงโชคจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา ซึ่งมีการดำเนินการและประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้ว"
นอกจากนี้ยังเตือนถึงความเสี่ยงจาก สินเชื่อออนไลน์และ BNPL (Buy Now Pay Later) ที่เข้าถึงง่ายแต่อันตรายสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยและผู้เพิ่งเริ่มทำงาน พร้อมเสนอให้รัฐผลักดันผู้ให้บริการเหล่านี้เข้าร่วมระบบเครดิตบูโรเพื่อกำหนดเพดานหนี้ร่วมกัน
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงมติแบบเสียงแตก 4 ต่อ 2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มีผลทันที สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดที่ส่วนใหญ่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. นายดอน นาครทรรพ ชี้แจงว่า
"การลดครั้งนี้เร็วกว่าที่ตลาดคาด แต่ต้องการเร่งหนุนการฟื้นตัวในช่วงที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้น พร้อมช่วยลดภาระหนี้ของ SME และครัวเรือน ท่ามกลางแนวโน้มหนี้เสียที่อาจเพิ่มขึ้น"
แม้การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะทำให้ "กระสุน" ของนโยบายการเงินเหลือน้อยลง แต่ กนง.ยืนยันว่ายังมีช่องทางปรับลดได้อีกหากเศรษฐกิจแย่ลงในอนาคต โดย GDP ปี 2569 อาจถูกปรับขึ้นจาก 1.5% เป็นราว 2% หลังไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าคาด
ฝั่งการเมือง พรรคภูมิใจไทย วางแนวนโยบายรับมือปัญหาหนี้และค่าครองชีพไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ต่อยอด คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ด้วยงบ 3 หมื่นล้านบาท, ผลักดัน "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus" แก้ NPL ต่ำกว่า 1 แสนบาทให้กับประชาชน 1.3 ล้านคน ควบคู่ SME Credit Boost วงเงิน 23,400 ล้านบาท และตรึงค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
เมื่อคนเงินเดือนแสนยังเอาตัวไม่รอด สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่แค่ "ปัญหาส่วนตัว" ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนของระบบเศรษฐกิจที่กำลังส่งเสียงดัง
คำถามคือ ระหว่างการลดดอกเบี้ย นโยบายแก้หนี้ และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่กำลังถูกนำมาใช้ สิ่งไหนคือยาที่ใช่ สิ่งไหนแค่บรรเทาอาการชั่วคราว?
แล้วในฐานะคนทำงานยุคนี้ คุณมีวิธีรับมือกับภาระหนี้อย่างไร? — เพราะทางออกที่ดีที่สุด อาจมาจากประสบการณ์จริงของคนที่ผ่านมันมา
