STORY: "เวนิส" กำลังจม! วิกฤติโลกร้อนที่ระบบป้องกันน้ำท่วม Mose เริ่มสู้ไม่ไหว — มรดกโลกจะอยู่รอดถึงปี 2100 ได้จริงหรือ?
27 เม.ย. 2569

ถ้าวันหนึ่งเวนิสหายไปจากแผนที่โลก… เราจะรู้ว่าเราเคยมีโอกาสช่วยมันไว้ แต่เลือกที่จะรอช้าเกินไป
Nation Story
27 เม.ย. 2569

ถ้าวันหนึ่งเวนิสหายไปจากแผนที่โลก… เราจะรู้ว่าเราเคยมีโอกาสช่วยมันไว้ แต่เลือกที่จะรอช้าเกินไป
นครแห่งสายน้ำที่สวยงามที่สุดในโลกกำลังจะกลายเป็นตำนานจริงๆ หรือเปล่า?
ตลอด 150 ปีที่ผ่านมา "เวนิส" เผชิญกับน้ำท่วมรุนแรงที่กระทบพื้นที่กว่า 60% ของเมืองแล้วถึง 28 ครั้ง และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ 18 ครั้งในนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษนี้เพียงศตวรรษเดียว ความถี่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหายนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือสัญญาณเตือนที่โลกกำลังส่งมาให้เรา
อิตาลีทุ่มเงินมหาศาลสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชื่อว่า "Mose" ประกอบด้วยประตูกั้นน้ำเคลื่อนที่ถึง 78 บาน ติดตั้งที่จุดเชื่อมระหว่างทะเลสาบกับทะเลเอเดรียติก ระบบนี้เริ่มใช้งานในปี 2020 และช่วยให้เวนิสรอดพ้นจากน้ำท่วมมาแล้วถึง 154 ครั้ง ฟังดูดีมาก… แต่มีสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังกังวลอยู่ลึกๆ
อันเดรีย รินัลโด ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานดูแลทะเลสาบเวนิส เตือนไว้ชัดเจนว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกเพียง 1 เมตร ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ระบบ Mose จะต้องปิดประตูกั้นน้ำเฉลี่ย ปีละ 200 ครั้ง และนั่นจะทำลายระบบนิเวศของทะเลสาบลงอย่างสิ้นเชิง เพราะน้ำจะไม่สามารถหมุนเวียนได้ตามธรรมชาติ สาหร่ายสะสม น้ำเน่า ออกซิเจนหมด และสิ่งมีชีวิตในน้ำก็จะตายลงพร้อมกัน
"ทะเลสาบเวนิสจะกลายเป็นเพียงบ่อพักน้ำสกปรก"
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการยกประตูกั้นน้ำแต่ละครั้งสูงกว่า 200,000 ยูโร (ราว 7.8 ล้านบาท) ในเทศกาลคาร์นิวัลปี 2026 เพียง 3 สัปดาห์ มีการยกประตูถึง 26 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมกว่า 75 ล้านบาท — และมันยังไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาวอะไรเลย
แล้วถ้า Mose เริ่มสู้ไม่ไหว… เวนิสมีแผน B อยู่ในมืออะไรบ้าง?
ในตอนนี้มีหลายแนวทางที่กำลังถูกพิจารณาอยู่บนโต๊ะ แต่ไม่มีทางไหนเลยที่ "ฟรี" หรือ "สมบูรณ์"
แนวทางแรกคือการสร้าง "เขื่อนวงแหวน" (Ring Dikes) รอบใจกลางเมืองเพื่อแยกเวนิสออกจากทะเลสาบโดยสิ้นเชิง ต้นทุนประเมินไว้ที่ 600–5,300 ล้านดอลลาร์ แนวทางที่สองคือ "ซูเปอร์เลวี่" (Super Levee) เขื่อนขนาดมหึมาที่ปิดตายทางเชื่อมระหว่างทะเลสาบกับทะเลถาวร ป้องกันน้ำท่วมได้ถึง 10 เมตร แต่ต้นทุนอาจพุ่งเกิน 30,000 ล้านดอลลาร์ และเปลี่ยนโฉมหน้าเวนิสไปตลอดกาล
มีแนวคิดที่ล้ำกว่านั้นอีก คือการ "ฉีดน้ำทะเลลงชั้นหินใต้ดิน" เพื่อดันพื้นดินให้สูงขึ้น อาจช่วยรับมือระดับน้ำที่สูงขึ้นได้ถึง 1.25 เมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่ายังไม่พอสำหรับระยะยาวหลายร้อยปีข้างหน้า
และแนวทางสุดท้ายที่ดูเจ็บปวดที่สุด — คือการ "ย้ายเมือง" (Relocation) ย้ายผู้คนและโบราณสถานสำคัญขึ้นบก ซึ่ง เพียโร ลิโอเนลโล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยซาเลนโต ยอมรับว่า "นี่คือข้อเสนอที่อันตรายที่สุด เพราะมันหมายถึงการทำลายจิตวิญญาณของเวนิสลงอย่างสิ้นเชิง"
ไม่ว่าจะเลือกแนวทางไหน ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียในบางแง่มุมเสมอ
สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้น้ำทะเลที่สูงขึ้น คือ ความเคยชิน ของคนในเมือง รินัลโดเตือนว่าระบบ Mose ทำให้ชาวเวนิสรู้สึก "ปลอดภัยเกินไป" จนเลิกเตรียมรับมือน้ำท่วมเหมือนในอดีต
จิโอวานนี ซารอตติ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Mose ยังสังเกตว่า เด็กรุ่นใหม่ในเวนิสบางคนไม่เคยได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยน้ำท่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมหากวันหนึ่งระบบล้มเหลวขึ้นมา
อย่าลืมว่าการออกแบบและสร้างระบบ Mose ใช้เวลานานถึงห้าทศวรรษ รินัลโดเตือนชัดเจนว่า "เวนิสไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป" หากเริ่มวางแผนระบบใหม่ช้าเกินไป มันอาจสร้างเสร็จไม่ทันวันที่น้ำจะมาจริงๆ
และคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ — ถ้าเวนิสที่มีเงิน มีเทคโนโลยี และมีทรัพยากรพร้อมกว่าเมืองชายฝั่งส่วนใหญ่ในโลก ยังรับมือได้ยากถึงขนาดนี้ แล้วเมืองชายฝั่งอื่นๆ อีกนับพันแห่งทั่วโลก — รวมถึงเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจไม่มีทรัพยากรเท่า — พวกเขาจะเผชิญชะตากรรมอะไร?
เวนิสกำลังบอกเราบางอย่าง… ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่มันอยู่ตรงหน้าเราแล้ว คำถามคือ เราจะเลือกรับมือกับมัน "ก่อน" หรือรอให้ถึงวันที่ไม่มีอะไรให้รักษาไว้อีกแล้ว?
ข่าวล่าสุด