svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

“เมื่อความลับไม่ใช่ความลับ” 2 กูรูกฎหมายไขรหัส ‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’ สู่ทางตันโมฆะหรือทางออก?

19 ก.พ. 2569

ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ที่กำลังลุกลามจากข้อสงสัยทางเทคนิคหน้าหน่วยเลือกตั้ง ไปสู่คำถามใหญ่ระดับโครงสร้างว่า “ความลับในการลงคะแนน” ยังมีอยู่จริงหรือไม่? ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบายในการนับคะแนน แต่กำลังสั่นคลอนหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราจำเป็นต้องถอดรหัสปัญหานี้ผ่านเลนส์ของ 2 นักกฎหมายชั้นครูของเมืองไทย ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ คมชัดลึก และ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นส่วนตัวในการบรรยายพิเศษ หลักสูตรหนึ่งของ ม.นิด้า 

 

ทั้งสองท่านต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนในทิศทางเดียวกันว่า หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ปลายทางอาจไม่ใช่แค่การเลือกตั้งใหม่ แต่คือการเปิดประตูสู่สุญญากาศทางการเมืองที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม

 

🔵[นิยามคำว่า ‘ลับ’: แค่ในคูหา หรือตลอดไป?]

 

หัวใจของปัญหาเริ่มต้นที่การตีความ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งระบุให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ” คำถามสำคัญที่ อาจารย์วิษณุ ชวนให้สังคมขบคิดคือ คำว่า “ลับ” นั้นมีอายุขัยเท่าไหร่?

 

อ.วิษณุสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า หากเราตีความคำว่าลับเพียงแค่ตอนกากบาทในคูหา (ก้มหน้ากาไม่มีใครเห็น) อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในทางกฎหมาย ความลับต้องหมายถึง “ความลับที่สมบูรณ์และตลอดไป” หากผ่านไป 2 เดือนแล้วสามารถนำบาร์โค้ดมาสแกนย้อนหลังเพื่อระบุตัวตนได้ว่า นาย ก. เลือกใคร นั่นเท่ากับว่าความลับได้ถูกทำลายลงแล้ว

สอดคล้องกับมุมมองของ อาจารย์จรัญ ที่ชี้เป้าไปที่ “การพิสูจน์ทราบ” โดยระบุว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคนิคว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวสามารถนำไปสแกนย้อนหลังเพื่อระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้จริง แม้จะยังไม่มีใครทำ แต่ในทางทฤษฎีถือว่า ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทันที

 

เมื่อนิยามของความลับถูกท้าทาย คำถามที่ตามมาคือ แล้วหลักฐานระดับไหนที่จะมีน้ำหนักพอจะล้มกระดานเลือกตั้ง?

 

🔵[จาก ‘ทฤษฎี’ สู่ ‘ใบเสร็จ’: เมื่อรหัสอาจมัดตัว กกต.]

 

ในประเด็นเรื่องการเอาผิดและการเพิกถอนการเลือกตั้ง ทั้งสองท่านมองไปที่ “น้ำหนักของหลักฐาน”

✅อาจารย์จรัญ เน้นย้ำเรื่อง “พยานหลักฐานเชิงประจักษ์” ว่าลำพังเพียงทฤษฎีอาจยังไม่พอให้ถึงขั้นโมฆะ แต่หากมีหลักฐานที่จับต้องได้ เช่น หัวคะแนนข่มขู่ว่าจะตรวจสอบการลงคะแนน หรือมีคลิปหลักฐานการสแกนตรวจสอบย้อนหลัง หากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริง แม้เพียงไม่กี่กรณี ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ศาลวินิจฉัยว่า “การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม”

 

✅อาจารย์วิษณุ ฉายภาพกระบวนการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมาแบบ “นิติวิทยาศาสตร์” ว่า หากเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ วิธีการพิสูจน์นั้นไม่ซับซ้อน เพียงแค่หยิบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดมาเทียบกับต้นขั้ว และไล่เรียงไปจนถึงบัญชีรายชื่อ หากผลลัพธ์ระบุตัวตนได้ นั่นคือ ใบเสร็จ ที่มัดตัวผู้รับผิดชอบอย่าง กกต. ที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

🔵[ราคาที่ต้องจ่าย: โมฆะทั้งประเทศ และ ‘บัตรเชิญ’ รัฐประหาร]

 

หากบทสรุปจบลงที่ว่า “ไม่ลับ” จริง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบแบบโดมิโนที่จะตามมา

 

✅ อาจารย์วิษณุเตือนความจำสังคมด้วยบทเรียนจากปี 2549 ว่า หากศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อมเฉพาะเขต แต่ต้องเป็น “การเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” เพราะบัตรเลือกตั้งเป็นโมเดลเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงความเสียหายทางงบประมาณมหาศาล และความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ กกต. ต้องแบกรับ

 

✅ แต่อาจารย์จรัญมองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น ท่านเตือนว่า ภาวะโมฆะจะนำไปสู่ “สุญญากาศทางการเมือง” รัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจจำกัด ความขัดแย้งของมวลชนอาจปะทุขึ้น และความวุ่นวายที่คุมไม่อยู่นั้น เปรียบเสมือนการยื่น “บัตรเชิญ” ให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งเป็นจุดจบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

 

🔵[ทางออกที่สำคัญ : กกต.ต้องกล้าหาญ}

 

เสียงสะท้อนจาก 2 กูรูกฎหมายนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อกระตุกคิดให้สังคมเห็นว่า   “บาร์โค้ด” เล็กๆ บนบัตรเลือกตั้ง อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด

 

ทางออกของเรื่องนี้จึงต้องอาศัยความกล้าหาญของ กกต. ในการเปิดเผยระบบให้ตรวจสอบเพื่อคลายข้อสงสัย และอาศัยสติของภาคประชาชนในการต่อสู้ด้วยหลักฐานมากกว่าอารมณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการทวงถามความยุติธรรมของเรา จะไม่กลายเป็นการเปิดประตูสู่ทางตันที่ประชาธิปไตยต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งกระดาน