🤐 [เมื่อข้อมูลถูกเก็บเงียบ]
รัฐบาลทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ ให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบต่อบุคลากรและยุทโธปกรณ์ ทั้งยังมีมาตรการขัดขวางการตรวจสอบจากภายนอก เช่น การหน่วงเวลาเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียม
ด้านศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) หรือ เซนต์คอม (CENTCOM) ซึ่งกำกับดูแลปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นหรือระบุรายละเอียดความเสียหาย โดยมักอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการ ขณะที่ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ยืนยันว่า "กองกำลังและฐานทัพของสหรัฐฯ ได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี และกองทัพอเมริกาก็มีความเข้มแข็งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ" ..... "กำลังพลของเราในเซนต์คอม มีทุกสิ่งที่จำเป็นในการสานต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่าน จะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์"
ถ้าอย่างนั้น ฐานทัพไหนถูกโจมตีหนักที่สุด?
📍 [คูเวต จุดที่ถูกโจมตีหนักสุด]
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม การโจมตีส่วนใหญ่และหนักหน่วงที่สุดเกิดขึ้นในคูเวต ตามด้วย "สถานที่ของสหรัฐฯ" ในบาห์เรน อิรัก จอร์แดน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเหตุการณ์ที่ทหารสหรัฐฯ สูญเสียมากที่สุดในการเผชิญหน้ากับอิหร่าน เกิดขึ้นที่คูเวต มีทหารเสียชีวิต 6 นายจากการโจมตีด้วยโดรนที่ท่าเรือชูไอบา (Port Shuaiba) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม
- ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม (Ali Al Salem Air Base) ถูกโจมตีไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง โรงเก็บอากาศยานอย่างน้อย 15 แห่ง โกดังสินค้าจำนวนมาก และอาคารอีก 10 หลังใกล้พื้นที่พักอาศัย เสียหายหรือถูกทำลาย
- ค่ายบูห์ริง (Camp Buehring) สูญเสียหนักกว่า โรงเก็บอากาศยานส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้ ส่วนพื้นที่รวมตัวของกำลังพลเสียหายหนักยิ่งกว่า เพราะฐานแห่งนี้มีอากาศยานไม่มาก โรงยิมถูกทำลายในเดือนมีนาคม และร้านค้าสำหรับกำลังพลถูกโจมตีช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
เจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาคระบุว่า โรงซ่อมบำรุงและโรงอาหารในค่ายเสียหายหนัก .....
ราฟาเอล โคเฮน ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงแห่งชาติที่ "RAND School of Public Policy" ซึ่งอยู่ภายใน "RAND Corporation" องค์กรวิจัยและคลังสมอง (Think Tank) ระดับโลก ให้ความเห็นว่า แม้การโจมตีอิหร่านจะรุนแรงกว่ามาก แต่การสูญเสียยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รูปแบบสงครามปัจจุบันทำให้กองทัพทุกแห่ง "ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนราคาถูกในวงกว้าง นี่ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับสหรัฐอเมริกา"
โดรนราคาถูก vs ระบบป้องกันราคาแพง อิหร่านเลือกเป้าหมายแรกอย่างไร?
🎯 [ตัดดวงตาก่อน แล้วค่อยลงมือ]
อิหร่านเริ่มตอบโต้ด้วยการโจมตีอย่างแม่นยำต่อระบบที่ใช้ตรวจจับและขัดขวางการโจมตีจากต่างประเทศ จากนั้นจึงขยายเป้าหมายไปยังอาคารและอุปกรณ์ที่ทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ ใช้งานได้และน่าอยู่อาศัย
ภายในสองวันแรกของสงครามช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อิหร่านทำลายสิ่งปลูกสร้างที่ปกป้องระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ที่ค่ายอาริฟจัน (Arifjan) ในคูเวต และฐานทัพเรือบาห์เรน ทั้งยังโจมตีเรดาร์แบบพกพาที่ฐานทัพอากาศ "ปริ๊นซ์ สุลต่าน" (Prince Sultan) ในซาอุดีอาระเบีย และฐานทัพอากาศ "มูวาฟฟัก ซัลติ" (Muwaffaq Salti) ในจอร์แดน
เอ็น.อาร์.เจนเซน-โจนส์ ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรองทางเทคนิค "Armament Research Services" กล่าวว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับแกนหลักของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่เรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าที่สำคัญ ซึ่งซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ได้ยากและมีราคาแพง
ราคาแพงแค่ไหน?
- เรดาร์ในจอร์แดน มีรายงานว่าถูกโจมตีและถูกทำลายแล้ว เป็นหนึ่งใน 13 เครื่องที่กองทัพสหรัฐฯ มีอยู่ทั่วโลก ตามเอกสารงบประมาณของบริษัท "เรย์ธีออน" (Raytheon) ผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมการบินรายใหญ่ที่สุดของโลกของสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าแต่ละแห่งมีราคาประมาณ 500 ล้านดอลลาร์
- เรดาร์ในกาตาร์ ได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าถูกทำลายหรือไม่ เรดาร์นี้ซื้อภายใต้ข้อตกลงปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ และดูเหมือนจะเป็นเรดาร์เพียงแห่งเดียวในภูมิภาค
เจนเซน-โจนส์ ชี้ว่าการโจมตีนี้มีจุดประสงค์เพื่อ "ขัดขวางและลดทอนความสามารถของสหรัฐฯ กับพันธมิตรในการตอบโต้การโจมตีเพิ่มเติม"
เมื่อ "ดวงตา" ของระบบป้องกันถูกควักออกไปแล้ว อะไรจะตามมา?
✈️ [ถัดจากเรดาร์ คือเครื่องบิน]
หลังโจมตีเรดาร์ อิหร่านเปิดฉากโจมตีที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 50 ครั้ง ใน 18 แห่งที่มียุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ในเดือนแรกของสงคราม โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีอากาศยาน เจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาคระบุว่า อิหร่านสร้างความเสียหายให้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง ระบบสื่อสาร คลังเชื้อเพลิง และที่พักของทหารในฐานทัพต่างๆ
การโจมตีที่ฐานทัพอากาศปริ๊นซ์ สุลต่าน ในเดือนมีนาคม สร้างความเสียหายให้ส่วนท้ายของเครื่องบินสอดแนม "Boeing E-3 Sentry" และยังโจมตีหน่วยงานสำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA ที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดด้วย
เจ้าหน้าที่ทหารระดับภูมิภาคที่เพิ่งไปเยือนฐานทัพอากาศซาอุดีอาระเบียเมื่อเร็วๆ นี้ บรรยายว่าฐานทัพเสียหายหนัก เศษซากปรักหักพังและวัสดุก่อสร้างที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่ว เขาเห็นอุปกรณ์เสียหาย รวมถึงค่ายทหารและโรงอาหารที่ถูกระเบิดทำลาย
การโจมตีที่ถูกเครื่องบินลาดตระเวนยังสร้างความเสียหายให้เครื่องบินลำอื่นๆ อีกหลายลำ รวมถึงเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ 2 ลำ รายงานของสำนักงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Congressional Research Service) หรือ CRS หน่วยงานวิจัยและให้ข้อมูลทางวิชาการในสังกัดหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) ที่ปรับปรุงล่าสุดในเดือนตุลาคม ระบุว่า เครื่องบินของสหรัฐฯ 15 ลำได้รับความเสียหายในฐานทัพในภูมิภาค
ขณะที่ฐานทัพอากาศอัล ดัฟรา (Al Dhafra Air Base) ซึ่งอยู่ห่างจากอาบู ดาบี ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางใต้ประมาณ 32 กิโลเมตร ก็ถูกโจมตีบ่อยครั้งในช่วงต้นสงคราม ทั้งโรงเก็บเครื่องบินและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมถึงอุปกรณ์อย่างระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าและโดรนลาดตระเวน
แต่ทำไมภาพความเสียหายทั้งหมดนี้ถึงเพิ่งเผยออกมา?
🛰️ [ภาพถ่ายดาวเทียมที่ถูกระงับ]
ผู้ให้บริการภาพถ่ายดาวเทียมรายใหญ่ที่มีสัญญากับสหรัฐฯ ปิดกั้นหรือชะลอการเปิดเผยภาพต่อสาธารณะ ตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ทำให้การยืนยันความเสียหายด้วยภาพทำได้ยาก จนกระทั่งเข้าถึงภาพจาก "OneAtlas" ผู้ให้บริการดาวเทียมในเครือ "Airbus" ได้
กรณีค่ายบูห์ริง หนึ่งในฐานทัพที่เสียหายหนักที่สุด ภาพคุณภาพสูงจากผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ไม่ปรากฏจนถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม ภาพถูกระงับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจนกลับมาเผยแพร่ได้อีกครั้งในเดือนสิงหาคม พบว่ามีสิ่งปลูกสร้างภายในฐานทัพกว่า 30 แห่งเสียหายหรือถูกทำลาย โดยอิหร่านโจมตีค่ายแห่งนี้หลายครั้งในเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และกรกฎาคม
แล้วสงครามนี้จะจบแบบไหน?
🔮 [สัญญาณของสนามรบยุคใหม่]
หลายเดือนผ่านไป ยังไม่มีบทสรุปของสงครามครั้งนี้ และอาจมีความเสียหายเพิ่มหากการสู้รบปะทุอีกครั้ง ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างระบุว่ามีความเป็นไปได้ ..... ความขัดแย้งนี้อาจเป็นสัญญาณของสถานการณ์รูปแบบใหม่ที่กองกำลังสหรัฐฯ ต้องเผชิญ
นักวิเคราะห์จาก RAND ชี้ว่า "นี่คือสภาพแวดล้อมการปฏิบัติการที่เราจะต้องเผชิญในอนาคต แนวคิดที่ว่าเราจะสามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบถาวรได้ เหมือนเช่นที่เคยทำมาในช่วงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกนั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว"
💬 [ชวนคิดต่อ]
ถ้าโดรนราคาถูกเพียงไม่กี่ลำ สามารถสั่นคลอนกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีทำสงครามทั่วโลกหรือไม่? และเมื่อทุกฝ่ายเห็นบทเรียนนี้แล้ว โลกจะหันมาหาทางลดความเสี่ยงของความขัดแย้ง หรือจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกันมากขึ้น?