🔵[คนสร้าง AI เองก็ยังเตือน]
เสียงที่ดังที่สุดในขณะนี้ไม่ได้มาจากสหภาพแรงงาน แต่มาจากคนที่อยู่ในวงการ AI เอง
Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ผู้สร้าง Claude กล่าวเตือนว่า "ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI อาจทำให้งานระดับเริ่มต้นหายไปถึงครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ บนคอมพิวเตอร์"
Mustafa Suleyman หัวหน้าฝ่าย AI ของ Microsoft ประเมินว่า ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า AI จะเริ่มทำงานแทนมนุษย์ในงานวิชาชีพบางประเภทได้จริงในวงกว้าง
ส่วน Vinod Khosla นักลงทุนรายแรกๆ ของ OpenAI คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 AI อาจแทนที่งานของมนุษย์ได้ถึง 80%
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania อย่าง Daniel Rock มองว่า "ผมยังไม่คิดว่า AI จะเปลี่ยนตลาดแรงงานอย่างรุนแรงในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าสิ่งนั้นกำลังจะมา"
🔵[แล้วคนไทยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน]
ILO ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานสำนักงาน งานธุรการ และงานบริการ คือกลุ่มที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่รูปแบบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มักจะเป็น "การเปลี่ยนลักษณะงาน" มากกว่าการหายไปทั้งหมด
TDRI เคยประเมินไว้ว่า งานภาคบริการ การเงิน งานธุรการ และงานเอกสารในไทย มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่างานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพ
ความท้าทายที่แท้จริงของไทยคือ "ช่องว่างทักษะ" — แรงงานไทยจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็น ขณะที่อุตสาหกรรม data analytics, วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงาน AI กำลังกลายเป็นแหล่งงานสำคัญในอนาคต แต่บุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ยังขาดแคลนอย่างมาก
🔵[AI ปิดประตูงาน แต่ก็เปิดประตูใหม่]
ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นข่าวร้าย รายงานตลาดแรงงานปี 2025 ระบุว่า "วิศวกร AI" กลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เติบโตเร็วที่สุดในหลายประเทศ
รายงานของ ManpowerGroup ปีนี้พบว่า 71% ของนายจ้างในเอเชียแปซิฟิก กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน AI โดยเฉพาะทักษะการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดล AI อินเดียเองมีการจ้างงานวิศวกร AI เพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบรายปี
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท 46% เริ่มขยายการใช้ AI ในระดับองค์กรแล้ว แต่กลับสะดุดกับปัญหาเดิม คือหาคนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI ไม่ได้เพียงพอ
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานจึงมองว่า AI ไม่ได้แค่ปิดประตูงาน แต่กำลังเปิดประตูใหม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมพร้อมจะก้าวผ่านมันได้ก่อน
🔵[คำถามที่รัฐบาลทั่วโลกยังตอบไม่ได้]
Vinod Khosla เสนอให้สหรัฐปฏิรูปโครงสร้างภาษี ด้วยการ ยกเลิกภาษีเงินได้สำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี แล้วหันไปเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนแทน ซึ่งจะช่วยชาวอเมริกันกว่า 125 ล้านคนไม่ต้องแบกรับภาระภาษีเงินได้ ขณะที่รายได้รัฐยังคงอยู่ในระดับเดิม
"ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องจัดการกับความกลัวของประชาชนเรื่อง AI แย่งงาน" Khosla กล่าวในเวที Hill and Valley Forum ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
Martha Gimbel จาก Yale Budget Lab ตั้งคำถามที่ตรงใจที่สุดว่า "เมื่อเกิดแรงกระแทกจากเทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนผ่านนั้นจะเจ็บปวดแค่ไหน?"
ในอดีต ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงยุคอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีทุกยุคทำให้บางอาชีพหายไป แต่ก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาเสมอ ปัญหาคือ งานที่หายไปกับงานใหม่ที่เกิดขึ้น มักไม่ได้เกิดพร้อมกัน และในช่วงว่างกลางนั้น คือช่วงที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงาน
🔵[มองไปข้างหน้า: โอกาสอยู่ที่ใคร?]
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครหยุดมันได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือ เราจะอยู่ฝั่งไหนของการเปลี่ยนแปลงนี้
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลใหม่ การทำความเข้าใจ AI และนำมันมาเป็นเครื่องมือในงานของตัวเอง หรือการเรียกร้องให้ภาครัฐและองค์กรสร้างระบบ reskill ที่จริงจังสำหรับแรงงานไทย
คำถามที่ฝากไว้ให้คิดต่อคือ หากวันนี้คุณสามารถสอนทักษะที่ทำอยู่ให้ AI ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า สิ่งที่ทำให้คุณยังมีคุณค่าในที่ทำงานจะคืออะไร?
และที่สำคัญกว่านั้น — ประเทศไทยพร้อมจะช่วยให้คนทำงานทุกคนตอบคำถามนั้นได้หรือยัง?