เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: AI กำลังแย่งงานคุณหรือเปล่า? เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ปลดพนักงานหลายหมื่นคน แต่กลับทุ่มงบมหาศาลลงทุน AI

02 พ.ค. 2569

STORY: AI กำลังแย่งงานคุณหรือเปล่า? เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ปลดพนักงานหลายหมื่นคน แต่กลับทุ่มงบมหาศาลลงทุน AI

เมื่อ Meta ประกาศเลิกจ้าง 8,000 คน Microsoft ให้พนักงานอาวุโสออกอีก 8,000 คน และ Snap ตัดอีก 1,000 ตำแหน่ง — ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกัน คำถามที่คนทำงานทุกคนต้องถามตัวเองคือ อาชีพของฉัน อยู่ในรายชื่อต่อไปหรือเปล่า?

คลื่น AI ถาโถมโลกแรงงานในความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป แต่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการทำงานทั้งใบ

 

🔵[วิกฤติแรงงานโลก ตัวเลขที่ต้องรู้]

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Layoffs.fyi เผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึงขณะนี้ มีพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถูกเลิกจ้างแล้วกว่า 92,000 คน และถ้านับสะสมตั้งแต่ปี 2020 ตัวเลขรวมพุ่งสูงเกือบ 900,000 คนทั่วโลก

 

ในช่วงเดียวกัน กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft กลับประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 22 ล้านล้านบาทในปีนี้เพียงปีเดียว

 

สองภาพนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน และนั่นคือสิ่งที่นักวิเคราะห์บอกว่า "น่ากลัวกว่าตัวเลขการปลดพนักงานเพียงอย่างเดียว"

 

🔵[บริษัทไหนบ้างที่กำลังปลดพนักงาน]

Meta แจ้งพนักงานชัดเจนว่าวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จะลดบุคลากร 10% หรือเกือบ 8,000 คน พร้อมยกเลิกตำแหน่งที่จะเปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง

 

Microsoft เปิดโครงการให้พนักงานอาวุโสสมัครใจลาออกพร้อมรับเงินชดเชย ครอบคลุมพนักงานราว 7% ของบริษัท หรือมากกว่า 8,000 คน

 

Snap เจ้าของ Snapchat ประกาศลดพนักงาน 16% หรือราว 1,000 คน พร้อมยกเลิกตำแหน่งที่กำลังเปิดรับอีกไม่ต่ำกว่า 300 ตำแหน่ง

 

และที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าน่าจับตามากกว่าทุกรายการ คือ Nike ซึ่งไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีเลย แต่ประกาศปลดพนักงาน 1,400 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ใน ฝ่ายเทคโนโลยีขององค์กร

 

"นี่คือสัญญาณว่าแรงสั่นสะเทือนจาก AI ไม่ได้อยู่แค่ในโลกเทคโนโลยีอีกต่อไปแล้ว มันกำลังขยายไปทุกประเภทธุรกิจ"

 

แล้วคุณแน่ใจได้แค่ไหนว่าองค์กรของคุณจะไม่เป็นรายต่อไป?

🔵[งานแบบไหนกำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง]

Anthropic เพิ่งเผยแพร่รายงาน Labor market impacts of AI ซึ่งใช้ข้อมูลการใช้งานจริงจากโมเดล Claude วิเคราะห์ว่า AI ถูกนำไปช่วยทำงานประเภทไหนในโลกจริงบ้าง

 

ผลที่ได้น่าตกใจ งานด้านคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ AI มีศักยภาพช่วยทำได้ถึง 94% ของงานทั้งหมด แต่ตอนนี้ถูกใช้จริงเพียง 33% เท่านั้น ช่องว่างระหว่าง "สิ่งที่ AI ทำได้" กับ "สิ่งที่ AI ถูกใช้ทำจริง" ยังกว้างมาก และนั่นหมายความว่ายังมีพื้นที่ให้ AI เข้ามาทดแทนคนได้อีกมหาศาล

 

สิ่งที่พลิกความเชื่อเดิมโดยสิ้นเชิงคือ กลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุดไม่ใช่แรงงานทักษะต่ำ แต่เป็นคนทำงานออฟฟิศ ทำงานกับคอมพิวเตอร์ และมีการศึกษาสูง งานวิจัยพบว่า กลุ่มเสี่ยงสูงมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเสี่ยงต่ำถึง 47% และมีโอกาสจบปริญญาโทขึ้นไปเกือบ 4 เท่า

 

อาชีพที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ โปรแกรมเมอร์, เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และพนักงานป้อนข้อมูล ขณะที่อาชีพที่ยังปลอดภัยคืองานที่ต้องใช้ร่างกายและต้องอยู่หน้างานจริง เช่น พ่อครัว ช่างซ่อม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของงานทั้งหมด

🔵[คนสร้าง AI เองก็ยังเตือน]

เสียงที่ดังที่สุดในขณะนี้ไม่ได้มาจากสหภาพแรงงาน แต่มาจากคนที่อยู่ในวงการ AI เอง

 

Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ผู้สร้าง Claude กล่าวเตือนว่า "ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI อาจทำให้งานระดับเริ่มต้นหายไปถึงครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ บนคอมพิวเตอร์"

 

Mustafa Suleyman หัวหน้าฝ่าย AI ของ Microsoft ประเมินว่า ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า AI จะเริ่มทำงานแทนมนุษย์ในงานวิชาชีพบางประเภทได้จริงในวงกว้าง

 

ส่วน Vinod Khosla นักลงทุนรายแรกๆ ของ OpenAI คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 AI อาจแทนที่งานของมนุษย์ได้ถึง 80%

 

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania อย่าง Daniel Rock มองว่า "ผมยังไม่คิดว่า AI จะเปลี่ยนตลาดแรงงานอย่างรุนแรงในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าสิ่งนั้นกำลังจะมา"

 

🔵[แล้วคนไทยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน]

ILO ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานสำนักงาน งานธุรการ และงานบริการ คือกลุ่มที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่รูปแบบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มักจะเป็น "การเปลี่ยนลักษณะงาน" มากกว่าการหายไปทั้งหมด

 

TDRI เคยประเมินไว้ว่า งานภาคบริการ การเงิน งานธุรการ และงานเอกสารในไทย มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่างานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพ

 

ความท้าทายที่แท้จริงของไทยคือ "ช่องว่างทักษะ" — แรงงานไทยจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็น ขณะที่อุตสาหกรรม data analytics, วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงาน AI กำลังกลายเป็นแหล่งงานสำคัญในอนาคต แต่บุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ยังขาดแคลนอย่างมาก

 

🔵[AI ปิดประตูงาน แต่ก็เปิดประตูใหม่]

ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นข่าวร้าย รายงานตลาดแรงงานปี 2025 ระบุว่า "วิศวกร AI" กลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เติบโตเร็วที่สุดในหลายประเทศ

 

รายงานของ ManpowerGroup ปีนี้พบว่า 71% ของนายจ้างในเอเชียแปซิฟิก กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน AI โดยเฉพาะทักษะการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดล AI อินเดียเองมีการจ้างงานวิศวกร AI เพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบรายปี

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท 46% เริ่มขยายการใช้ AI ในระดับองค์กรแล้ว แต่กลับสะดุดกับปัญหาเดิม คือหาคนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI ไม่ได้เพียงพอ

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานจึงมองว่า AI ไม่ได้แค่ปิดประตูงาน แต่กำลังเปิดประตูใหม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมพร้อมจะก้าวผ่านมันได้ก่อน

 

🔵[คำถามที่รัฐบาลทั่วโลกยังตอบไม่ได้]

Vinod Khosla เสนอให้สหรัฐปฏิรูปโครงสร้างภาษี ด้วยการ ยกเลิกภาษีเงินได้สำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี แล้วหันไปเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนแทน ซึ่งจะช่วยชาวอเมริกันกว่า 125 ล้านคนไม่ต้องแบกรับภาระภาษีเงินได้ ขณะที่รายได้รัฐยังคงอยู่ในระดับเดิม

 

"ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องจัดการกับความกลัวของประชาชนเรื่อง AI แย่งงาน" Khosla กล่าวในเวที Hill and Valley Forum ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

 

Martha Gimbel จาก Yale Budget Lab ตั้งคำถามที่ตรงใจที่สุดว่า "เมื่อเกิดแรงกระแทกจากเทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนผ่านนั้นจะเจ็บปวดแค่ไหน?"

 

ในอดีต ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงยุคอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีทุกยุคทำให้บางอาชีพหายไป แต่ก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาเสมอ ปัญหาคือ งานที่หายไปกับงานใหม่ที่เกิดขึ้น มักไม่ได้เกิดพร้อมกัน และในช่วงว่างกลางนั้น คือช่วงที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงาน

 

🔵[มองไปข้างหน้า: โอกาสอยู่ที่ใคร?]

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครหยุดมันได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือ เราจะอยู่ฝั่งไหนของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลใหม่ การทำความเข้าใจ AI และนำมันมาเป็นเครื่องมือในงานของตัวเอง หรือการเรียกร้องให้ภาครัฐและองค์กรสร้างระบบ reskill ที่จริงจังสำหรับแรงงานไทย

 

คำถามที่ฝากไว้ให้คิดต่อคือ หากวันนี้คุณสามารถสอนทักษะที่ทำอยู่ให้ AI ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า สิ่งที่ทำให้คุณยังมีคุณค่าในที่ทำงานจะคืออะไร?

 

และที่สำคัญกว่านั้น — ประเทศไทยพร้อมจะช่วยให้คนทำงานทุกคนตอบคำถามนั้นได้หรือยัง?