🔵 [สงครามที่ไม่เป็นที่นิยม — และการเลือกตั้งที่กำลังมา]
นอกเหนือจากมิติทางกฎหมาย ยังมีมิติทางการเมืองภายในประเทศที่ไม่อาจมองข้าม
สงครามกับอิหร่านได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันราย สร้างความเสียหายมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทำให้น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงเกิน 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานโลกถึง 20% ท่ามกลางความกังวลว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่
โพลล่าสุดชี้ชัดว่าสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกัน — ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะตัดสินว่าใครจะควบคุมรัฐสภาในปีหน้า
พรรครีพับลิกันซึ่งถือเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ส่วนใหญ่ยืนหยัดสนับสนุนทรัมป์ และลงมติขัดขวางทุกความพยายามของพรรคเดโมแครตที่จะบังคับให้ยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่า สมาชิกรีพับลิกันบางส่วนอาจทบทวนท่าทีหลังพ้นเส้นตาย 60 วัน
🔵 [อิหร่านยื่นข้อเสนอ — แต่ทรัมป์ยังไม่พอใจ]
ในวันเดียวกัน อิหร่านได้ส่งข้อเสนอการเจรจาฉบับใหม่ผ่านทางปากีสถานในฐานะคนกลาง โดยสื่อหลายสำนักรายงานว่าอิหร่านต้องการแยกการหยุดยิงทางทหารออกจากประเด็นนิวเคลียร์ในระยะยาว และขอให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือพร้อมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร
ทรัมป์ปฏิเสธทันที โดยกล่าวสั้นๆ กับผู้สื่อข่าวว่า "พวกเขากำลังเรียกร้องในสิ่งที่ผมไม่สามารถตกลงได้" พร้อมระบุว่าผู้นำอิหร่าน "แตกแยกมาก" และแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงหลายคนถูกสังหารในสงครามครั้งนี้
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารัคชี แสดงท่าทีพร้อมเจรจา แต่แขวนเงื่อนไขว่าสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยน "แนวทางที่เกินกว่าเหตุ" เสียก่อน — ในขณะที่กองทัพอิหร่านก็ประกาศว่า "ยังคงพร้อมปกป้องประเทศจากภัยคุกคามใดๆ"
สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดูเหมือนจะไม่ใกล้ข้อยุติในเร็ววัน ไม่ว่าจะในสนามรบหรือในสนามกฎหมาย คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อไหร่ที่ประเทศมหาอำนาจจะเลือกสนทนามากกว่าต่อสู้ — และอะไรคือราคาที่โลกต้องจ่ายหากยังไม่มีคำตอบ?