svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

วิกฤติธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเร็ว 267% ทำไม 2,000 ล้านคนในเอเชียจึงเสี่ยงขาดแคลนน้ำและอาหาร

28 มี.ค. 2569

เมื่อ "ขั้วโลกที่สาม" กำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ชีวิตของเราที่อยู่ท้ายน้ำจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?

ลองจินตนาการว่าตึก 6 ชั้นหายไปจากยอดเขาสูงในเวลา 50 ปี นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยมาตั้งแต่ปี 1973 ถึง 2023 และตัวเลขนี้ไม่ได้แค่น่ากังวล — มันกำลังพาชีวิตของผู้คนนับพันล้านไปด้วย

 

🔵 [ขั้วโลกที่สาม — แหล่งน้ำของครึ่งทวีปกำลังหดหาย]

เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) ที่ทอดยาวผ่าน 8 ประเทศ ตั้งแต่อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย จีน เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ ไปจนถึงเมียนมาร์ คือต้นกำเนิดของแม่น้ำสายใหญ่ 10 สาย รวมถึงแม่น้ำคงคา พรหมบุตร สาละวิน และแยงซีที่หล่อเลี้ยงเอเชียมาตลอดหลายพันปี

 

รายงานล่าสุดจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาอย่างบูรณาการ (ICIMOD) เผยว่า ในช่วงปี 1990–2020 ภูมิภาคนี้สูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปแล้วถึง 12% และปริมาณน้ำแข็งสำรองหายไป 9% โดยอัตราการสูญเสียพุ่งเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังปี 2010 ในพื้นที่หิมาลัยตะวันออกและตอนกลาง

 

แต่ตัวเลขที่น่าตกใจกว่านั้นคือ — ในบางพื้นที่ อัตราการละลายหลังปี 2000 เร็วกว่าช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ถึง 267%

 

แล้วน้ำทั้งหมดนั้นไปอยู่ที่ไหน?

🔵 [น้ำมากเกินไปกลับกลายเป็นภัย — ขณะที่น้ำน้อยเกินไปคืออนาคต]

ฟังดูขัดแย้ง แต่การที่ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำใช้มากขึ้น ในระยะสั้น น้ำจากธารน้ำแข็งที่ไหลแรงผิดปกติกลายเป็นต้นเหตุของ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งระเบิด (GLOFs) หิมะถล่ม ดินถล่ม และโคลนถล่ม

.

ตัวอย่างที่เจ็บปวดที่สุดคือเหตุการณ์ปี 2023 ที่รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย เมื่อธารน้ำแข็งละลายจนน้ำในแม่น้ำทะลักถล่มชุมชน คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 77 คน ในคืนเดียว

 

แต่ภัยในระยะยาวร้ายแรงกว่านั้น เมื่อธารน้ำแข็งหมดไป น้ำที่เคยไหลมาเลี้ยงชุมชนก็จะหายตามไปด้วย นักธารน้ำแข็งวิทยา มิเรียม แจ็คสัน เตือนว่า "แม้แต่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.1 องศาเซลเซียส ก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธารน้ำแข็ง" พร้อมระบุว่า "การเกษตรและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะทำได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม"

 

🔵 [2,000 ล้านคน — บนจุดเปลี่ยนของวิกฤติน้ำโลก]

ตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์กังวลที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องน้ำแข็ง แต่คือผลกระทบต่อ ประชากรมากกว่า 2,000 ล้านคน ที่พึ่งพาน้ำจากเทือกเขาแห่งนี้ในทุกมิติ ตั้งแต่น้ำกินน้ำใช้ ไปจนถึงการเกษตรและพลังงาน

 

ธนาคารโลกชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ "ภาวะล้มละลายน้ำทั่วโลก" โดยระบบการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในปัจจุบันรองรับการผลิตอาหารได้เพียง 3,400 ล้านคน ซึ่งไม่ถึงครึ่งของประชากรโลก ยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดด้านน้ำอาจทำให้ผลผลิตอาหารโลกลดลงถึง 6–14% ภายในปี 2050

 

สำหรับอินเดีย ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ กลับถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ผู้ส่งออกอาหารที่ขาดแคลนน้ำ" (water-stressed food exporter) การสกัดน้ำบาดาลมาใช้เกินขีดจำกัดในพื้นที่เกษตรกรรมหลักกำลังซ้ำเติมวิกฤติให้รุนแรงยิ่งขึ้น

วิกฤติธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเร็ว 267% ทำไม 2,000 ล้านคนในเอเชียจึงเสี่ยงขาดแคลนน้ำและอาหาร

🔵 [ไม่ใช่แค่ทรัพยากร — แต่คืออัตลักษณ์ที่กำลังจมหาย]

วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้ทำลายแค่ระบบนิเวศ กรณีของ ชุมชนมันดาเอียนในอิรักและอิหร่าน สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อแม่น้ำที่ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มาหลายพันปีเริ่มเหือดแห้ง — นั่นคือการสูญเสียวิญญาณของชุมชนทั้งชุมชน

.

มุฮัมหมัด ฟารุก อาซัม ผู้เชี่ยวชาญด้านหิมะและน้ำแข็งจาก ICIMOD กล่าวตรงๆ ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการสูญเสียมวลน้ำแข็งเพิ่มขึ้น" โดยย้ำว่าภูมิภาค HKH กำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า

.

🔵 [ทางออก — ต้องการเงินลงทุนและเจตจำนงทางการเมือง]

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าการแก้ไขวิกฤติน้ำและอาหารเพื่อรองรับประชากรโลกในปี 2050 ต้องการเงินลงทุนมหาศาลถึง 600,000–1.8 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นคือ งบประมาณส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกใช้ไปกับการอุดหนุนที่ส่งเสริมการผลิตแบบสิ้นเปลืองและทำลายทรัพยากรธรรมชาติอยู่ต่อไป

 

แจ็คสันยังตั้งคำถามสำคัญว่า ขณะที่โลกกำลังหันความสนใจไปกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามและความตึงเครียดระหว่างประเทศ วิกฤติสภาพภูมิอากาศที่อันตรายและยาวนานกว่ากลับถูกมองข้ามไป

.

🌏 คำถามชวนคิด:

ถ้าน้ำจากยอดเขาสูงที่หล่อเลี้ยงเอเชียมาตลอดหลายพันปีกำลังหมดไปต่อหน้าต่อตา แล้วสิ่งที่เราทำได้ในชีวิตประจำวันเพื่อชะลอวิกฤตินี้คืออะไร? และรัฐบาลของเราควรเริ่มต้นจากตรงไหน?