svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ดร.อิสระ" แฉยับงบอาหาร สส. ต้นเหตุคือ "ระบบ" เสนอเปลี่ยนเป็นบัตรวงเงิน

28 มี.ค. 2569

"ดร.อิสระ" ชี้ สส. ขนข้าวมากินเองแก้ปัญหาปลายเหตุ เสนอ 5 ทางออก เปลี่ยนเป็นบัตรรายบุคคล ย้ำชัดไม่ต้องกินน้อยลง แค่ "เลิกโกง-เลิกทอน" ก็ประหยัดงบรัฐได้มหาศาล

28 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลเมื่อเหล่า สส. ต่างพาเหรดกันโชว์ภาพห่อข้าวมากินเอง หรือลงไปกินข้าวแกงโรงอาหารรัฐสภา เพื่อแสดงความประหยัด แต่ในมุมมองของ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ จากสถาบันพระปกเกล้า กลับมองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ช่วยลดงบประมาณจริง ตราบใดที่ "ระบบ" ยังไม่ถูกปรับปรุง

งบอาหาร สส.: แก้ปลายเหตุ หรือระบบดีนะ?

ช่วงหลายวันนี้ มีการพูดถึงประเด็นงบประมาณอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จนหลายพรรคนำอาหารมาทานเอง หรือพาเหรดกันลงไปซื้อข้าวร้านในโรงอาหารรัฐสภา

ในมุมหนึ่ง หากทำได้ทุกวัน ตลอด 4 ปี ก็เป็นเรื่องที่ดี

แต่ในทางปฏิบัติระบบยังคงต้อง “เตรียมอาหารให้ครบตามจำนวน” ในวันประชุมอยู่ดี งบประมาณจึงยังใช้เท่าเดิม เพิ่มเติมคือ อาหารเหลือ = food waste

นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ที่เราคุ้นเคยในการเมืองไทย เพราะต้นเหตุไม่ใช่ “ใครเอาข้าวมาจากบ้าน” แต่คือ “ระบบ“

อันที่จริงการจัดอาหารให้กับ สส. หรือคนมาประชุมที่ข้ามมื้อ ก็ไม่ได้ผิดอะไรและทำกันทั่วโลก แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น โดยหลักการ งบอาหารของ สส. อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าล้านบาท/ปี แต่การใช้จริงอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท ยังไม่รวมงบอาหารกรรมาธิการอีก ปีละ 20 กว่าล้าน

ถ้าผมจำไม่ผิด ปกติเขาจัดอาหารให้ 3 มื้อ (เช้า-กลางวัน-เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาท/คน และหากมีการประชุมเกิน 20.00 น. ก็จะเพิ่มเป็น 5 มื้อ คือ มื้อค่ำและมื้อดึก อีก 250 บาท ใครจะกินหรือไม่กิน เขาก็ต้องจัดเต็ม max เผื่อไว้ เหลือแล้วจะทิ้ง แจก บริจาค ก็ว่ากัน

คำถามคือ เราจะออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้หรือไม่?

1. เปลี่ยนจาก “จัดเลี้ยงรวม” เป็น “สิทธิรายบุคคล” ให้เป็นบัตรวงเงิน (ไม่เกิน 1,000 บาท/วัน) ใช้กับผู้ประกอบการที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ ใช้เท่าที่ทาน เหลือคืนหลวง เป็นการลดงบประมาณ ลด food waste และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่วนใครไม่ประสงค์รับสิทธิ์ตลอดอายุ 4 ปีของสมาชิกภาพ ก็ให้ทำแบบแจ้งความประสงค์ไว้เลย และเปลี่ยนไม่ได้ตลอด 4 ปี ทีนี้ จะได้เห็นแล้วว่าที่ลงไปซื้ออาหารโรงอาหารกัน สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนแจ้งจริงๆ กี่คน

2. อีกมิติที่สำคัญคือ ความโปร่งใส งบอาหารควรถูกเปิดเผยแบบรายวัน/รายมื้อ ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่า ใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการอย่างไร

3. ต้นทุนที่สูง ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว ผมเคยคุยกับอดีตผู้ประกอบการของรัฐสภา เขาต้องจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุม (สัปดาห์ละ 2 วัน) และต้องยอมรับว่า พฤติกรรมการนำอาหารไปทานนอกห้องอาหาร มีอยู่ตลอด มากหรือน้อยแล้วแต่สมัย นอกจากเพิ่มปริมาณอาหารที่ต้องจัดแล้ว ยังเกิดปัญหาภาชนะที่สูญหายเป็นประจำ แน่นอน ผู้ประกอบการก็ต้องคิดราคาสูงให้ครอบคลุม

4. การ ”ห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่“ จึงต้องทำจริงไม่ว่า จะยิ่งใหญ่ มากบารมีแค่ไหน การให้บริการอาหารต้องจบในห้องอาหาร และไม่ขยายอาหารไปถึงห้องทำงาน รวมถึง ”ทีมงาน” เพราะในทางคณิตศาสตร์ ส.ส. 500 คน × ทีมงาน 8 คน = 4,000 คน งบหัวละ 1,000 บาท กลายเป็น “9 เท่า” โดยไม่รู้ตัว

5. มองให้ใหญ่กว่า 50 ล้านบาท งบส่วนนี้ จะว่ามากก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่หัวใจของปัญหา หากเราจริงจังกับการทุจริต เงินทอนโครงการทั่วประเทศ และการซื้อเสียงตัวเลขที่ประหยัดได้ จากวงเงินงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาท จะมากกว่า 50 ล้านบาทนี้หลายเท่าตัว

หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ต้องถึงเอาข้าวมาจากบ้าน เริ่มจากการพร้อมใจไม่โกง ทั้ง 500 คน ไม่ทำให้การเมืองเป็น “ธุรกิจ” เพราะเมื่อไม่ต้องลงทุน 30–50 ล้านบาทเพื่อเข้าสู่สภา แรงจูงใจในการถอนทุนคืนจากงบหลวงก็จะลดลง

และนั่นอาจเป็นการประหยัดงบประมาณที่ทรงพลังที่สุดของประเทศนี้กว่าข้าวกะเพราโรงอาหารรัฐสภา การประหยัดเงินหลวงทำได้ง่าย

ไม่ต้อง ”กินน้อยลง”

แค่ต้อง ”โกงน้อยลง“

ไม่ต้อง “ทานน้อยลง”

ขอแค่ “ไม่ต้องทอน”

พอ!!!