svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

"America First หรือ Israel First?" สงครามอิหร่าน ต้นทุนวันละ 160 ล้านดอลลาร์ที่ชาวอเมริกัน 3 ใน 4 ไม่เห็นด้วย

07 มี.ค. 2569

เมื่อทหารนาวิกโยธินลุกขึ้นประท้วงกลางวุฒิสภา คำถามที่ดังที่สุดในอเมริกาตอนนี้ไม่ใช่ "จะชนะสงครามได้ไหม?" แต่คือ — "แล้วนี่มันสงครามของใครกันแน่?"

🔵[สงครามที่แพงกว่าที่คิด: วันละ 160 ล้านดอลลาร์]

 

นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ตัวเลขที่ไหลออกจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้น้อยอย่างที่หลายคนคาด

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ในรายการ Nation Live Talk เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ต้นทุนสงครามอิหร่านของสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ที่ 100-160 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือคิดเป็นตัวเลขรายสัปดาห์ที่กว่า 1,100 ล้านดอลลาร์ และหากยืดเยื้อเป็นรายเดือน ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 5,000-17,000 ล้านดอลลาร์

 

เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ สงครามอิรักที่กินเวลา 18 ปีใช้งบไป 2 ล้านล้านดอลลาร์ สงครามอัฟกานิสถาน 20 ปี ใช้ไป 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สงครามอิหร่านนี้เพิ่งเข้าสู่สัปดาห์แรก และนาฬิกาก็ยังคงเดินอยู่ทุกวินาที

 

แล้วทำไมครั้งนี้ถึงแพงกว่าที่เคย?

🔵[โดรนราคาหลักหมื่น VS ขีปนาวุธราคาหลักล้าน: กับดักที่อิหร่านวางไว้]

หัวใจของความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่อยู่ที่ ความไม่สมดุลของราคา

อิหร่านใช้โดรนพลีชีพตระกูล Shahed ที่มีราคาเพียง 20,000-30,000 ดอลลาร์ต่อลำ โจมตีเข้าใส่ แต่สหรัฐฯ ต้องยิงสกัดด้วยระบบ Patriot ที่มีราคาสูงถึง 2-5 ล้านดอลลาร์ต่อลูก นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่ยิงสกัดโดรน 1 ลำ สหรัฐฯ จ่ายแพงกว่าอิหร่านถึง 100-200 เท่า

 

และยิ่งน่ากังวลกว่านั้น เมื่อ รศ.ดร.ฐิติวุฒิเปิดเผยว่า อิหร่านสามารถผลิตโดรนได้สูงถึง 400 ลำต่อวัน และมีคลังโดรนนับหมื่นลำ พร้อมใช้โจมตีแบบ "รุมสกรัม" จนระบบป้องกันของสหรัฐฯ เริ่มล้าหลัง จนถึงขนาดที่สหรัฐฯ ต้องยอมรับเองว่า "ไม่สามารถยิงสกัดโดรนได้ทุกลำ"

 

ยิ่งกว่านั้น อิหร่านได้เตรียมพร้อมรับมือสงครามแบบนี้มานานเกือบ 50 ปี ด้วยการสร้าง "เมืองขีปนาวุธและโดรนใต้ดิน" ที่การโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำลายได้ หากสหรัฐฯ ต้องการกำจัดให้สิ้นซาก ก็หมายความว่าต้องส่งทหารราบลงพื้นที่ — และนั่นคือต้นทุนในระดับที่ต่างออกไปทั้งหมด

 

🔵["จะหยุดก็เสียหน้า จะสู้ต่อก็กลัวสิ้นเปลือง": กับดักที่ไม่มีทางออกง่ายๆ]

สิ่งที่นักวิเคราะห์กังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ลักษณะของการติดหล่ม ที่คล้ายคลึงกับสงครามเวียดนามและอัฟกานิสถาน

 

เมื่อสงครามยืดเยื้อโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน งบประมาณสูญหายไปทีละวัน และทางออกมีเพียงสองทาง — ถอยแล้วเสียหน้า หรือสู้ต่อแล้วสิ้นเปลือง รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ระบุว่านี่คือ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ที่อิหร่านออกแบบมาโดยเจตนา

 

และยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อพันธมิตรอย่างจีนและรัสเซียเริ่มเข้ามามีบทบาทในการเสริมเทคโนโลยีการชี้เป้าให้กับโดรนอิหร่าน ทำให้อาวุธราคาถูกเหล่านั้น แม่นยำขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

 

🔵["นี่คือสงครามเพื่อใคร?" เมื่อนาวิกโยธินลุกขึ้นถามรัฐบาลตัวเอง]

ท่ามกลางงบประมาณที่ไหลออก เสียงที่ดังที่สุดกลับไม่ได้มาจากนักการเมืองฝ่ายค้าน แต่มาจาก กองทัพของสหรัฐฯ เอง

 

ไบรอัน แมสซี่ (Brian Massey) อดีตนาวิกโยธินวัย 44 ปี บุกเข้าไปประท้วงกลางที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อคัดค้านปฏิบัติการในอิหร่าน กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สั่นสะเทือนสังคมอเมริกัน เพราะนาวิกโยธินในสายตาชาวอเมริกัน คือตัวแทนของความรักชาติสูงสุด

 

และนั่นทำให้คำถามที่เขาตะโกนออกมาหนักขึ้นมาก นั่นคือ "เราจะไม่ยอมทำสงครามเพื่ออิสราเอล"

 

ผลสำรวจล่าสุดยืนยันว่าชาวอเมริกัน เพียง 1 ใน 4 หรือ 25% เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ขณะที่เหตุผลในการทำสงครามเองก็ยังคลุมเครือ เปลี่ยนไปมาตั้งแต่เรื่อง Regime Change (เปลี่ยนแปลงระบอบ) ไปสู่เรื่องนิวเคลียร์ และการลอบสังหารในอดีต

 

นโยบาย "America First" ที่ทรัมป์ใช้หาเสียงจนชนะการเลือกตั้ง กำลังถูกตั้งคำถามจากคนในประเทศเองว่า ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ "Israel First" มากกว่าหรือไม่ และรอยร้าวในกลุ่ม NATO ที่ประเทศอย่างอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศสต่างสงวนท่าทีไม่สนับสนุน ยิ่งทำให้สหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนนี้เพียงลำพังมากขึ้น

 

🔵[บทเรียนจากอดีต: ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยหรือเปล่า?]

ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อิรัก หรืออัฟกานิสถาน รูปแบบที่ซ้ำกันคือ สหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยความมั่นใจในเทคโนโลยีและพลังทางการทหาร แต่ในที่สุดก็ถูกกัดกร่อนด้วย เวลา ความชอบธรรม และความแตกแยกภายใน

 

ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างคืออิหร่านไม่ใช่ประเทศที่ถูกรุกรานโดยไม่ทันตั้งตัว แต่เป็นประเทศที่เตรียมรับมือสงครามมาเกือบ 50 ปี มีระบบโครงสร้างใต้ดิน มีพันธมิตรในรูปแบบเครือข่าย และมีกลยุทธ์เฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อทำให้สหรัฐฯ เสียงบประมาณโดยไม่ได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

 

คำถามที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าสหรัฐฯ จะ "ชนะ" ได้หรือเปล่า แต่คือ ชนะแล้วได้อะไร และใครเป็นคนจ่ายบิลใบนั้น?

 

ในยุคที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วและความคิดเห็นของประชาชนกดดันรัฐบาลได้มากกว่าที่เคย บางทีเสียงของนาวิกโยธินคนหนึ่งกลางวุฒิสภา อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า "สงครามครั้งนี้ จะจบไม่ได้ด้วยกำลังอาวุธ แต่ด้วยการกล้าถามคำถามที่ถูกต้อง"

 

คุณคิดว่า อะไรคือเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการเป็นพันธมิตรที่ดีกับการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่ไม่ใช่ของตัวเอง?