🔵["นี่คือสงครามเพื่อใคร?" เมื่อนาวิกโยธินลุกขึ้นถามรัฐบาลตัวเอง]
ท่ามกลางงบประมาณที่ไหลออก เสียงที่ดังที่สุดกลับไม่ได้มาจากนักการเมืองฝ่ายค้าน แต่มาจาก กองทัพของสหรัฐฯ เอง
ไบรอัน แมสซี่ (Brian Massey) อดีตนาวิกโยธินวัย 44 ปี บุกเข้าไปประท้วงกลางที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อคัดค้านปฏิบัติการในอิหร่าน กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สั่นสะเทือนสังคมอเมริกัน เพราะนาวิกโยธินในสายตาชาวอเมริกัน คือตัวแทนของความรักชาติสูงสุด
และนั่นทำให้คำถามที่เขาตะโกนออกมาหนักขึ้นมาก นั่นคือ "เราจะไม่ยอมทำสงครามเพื่ออิสราเอล"
ผลสำรวจล่าสุดยืนยันว่าชาวอเมริกัน เพียง 1 ใน 4 หรือ 25% เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ขณะที่เหตุผลในการทำสงครามเองก็ยังคลุมเครือ เปลี่ยนไปมาตั้งแต่เรื่อง Regime Change (เปลี่ยนแปลงระบอบ) ไปสู่เรื่องนิวเคลียร์ และการลอบสังหารในอดีต
นโยบาย "America First" ที่ทรัมป์ใช้หาเสียงจนชนะการเลือกตั้ง กำลังถูกตั้งคำถามจากคนในประเทศเองว่า ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ "Israel First" มากกว่าหรือไม่ และรอยร้าวในกลุ่ม NATO ที่ประเทศอย่างอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศสต่างสงวนท่าทีไม่สนับสนุน ยิ่งทำให้สหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนนี้เพียงลำพังมากขึ้น
🔵[บทเรียนจากอดีต: ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยหรือเปล่า?]
ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อิรัก หรืออัฟกานิสถาน รูปแบบที่ซ้ำกันคือ สหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยความมั่นใจในเทคโนโลยีและพลังทางการทหาร แต่ในที่สุดก็ถูกกัดกร่อนด้วย เวลา ความชอบธรรม และความแตกแยกภายใน
ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างคืออิหร่านไม่ใช่ประเทศที่ถูกรุกรานโดยไม่ทันตั้งตัว แต่เป็นประเทศที่เตรียมรับมือสงครามมาเกือบ 50 ปี มีระบบโครงสร้างใต้ดิน มีพันธมิตรในรูปแบบเครือข่าย และมีกลยุทธ์เฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อทำให้สหรัฐฯ เสียงบประมาณโดยไม่ได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
คำถามที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าสหรัฐฯ จะ "ชนะ" ได้หรือเปล่า แต่คือ ชนะแล้วได้อะไร และใครเป็นคนจ่ายบิลใบนั้น?
ในยุคที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วและความคิดเห็นของประชาชนกดดันรัฐบาลได้มากกว่าที่เคย บางทีเสียงของนาวิกโยธินคนหนึ่งกลางวุฒิสภา อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า "สงครามครั้งนี้ จะจบไม่ได้ด้วยกำลังอาวุธ แต่ด้วยการกล้าถามคำถามที่ถูกต้อง"
คุณคิดว่า อะไรคือเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการเป็นพันธมิตรที่ดีกับการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่ไม่ใช่ของตัวเอง?