สาเหตุของการกลายพันธุ์
การกลายพันธุ์ อย่างที่ได้บอกไปว่ามันเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเบสที่เป็นรหัสพันธุกรรมในดีเอ็นเอของมนุษย์เรา มีความยาวมากประมาณ 3 พันล้านเบส ในกระบวนการทางพันธุกรรม เช่น การเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอ หรือการถอดรหัสดีเอ็นเอไปเป็นอาร์เอ็นเอเพื่อใช้งานต่อ อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เหมือนกับเวลาที่เราทำงานนานๆ จนล้าแล้วเริ่มตาลาย ประสิทธิภาพในการทำงานของเราอาจจะไม่ได้เต็ม 100% การทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในระดับพันธุกรรมก็เช่นกัน แม้ว่าปกติมันจะมีการตรวจสอบจากเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เหมือนหน่วยพิสูจน์อักษร แต่แน่นอนว่าความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี
แต่บางทีการกลายพันธุ์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองจากความผิดพลาดภายในร่างกายเรา บางทีก็เกิดจากการถูกกระตุ้นจากสารก่อกลายพันธุ์ (mutagens) ซึ่งอาจเป็นสารเคมีหรือรังสีจากภายนอกก็ได้ ที่เราบังเอิญได้รับมา และมันส่งผลถึงรหัสพันธุกรรมของเรา
หลายคนอาจพอนึกออกแล้วว่า ทำไมในบริเวณที่มีสารเคมีรั่วไหล หรือเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี จึงเป็นสถานที่ที่มีอันตราย ไม่ควรเข้าใกล้ นั่นก็เพราะว่าถ้าหากร่างกายได้รับสารเคมีบางชนิด หรือกัมมันตภาพรังสีที่เข้มข้นมากพอ อาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์จนร่างกายเกิดความผิดปกติ อาจเป็นมะเร็งจากการเติบโตที่ผิดปกติของอวัยวะเพราะการกลายพันธุ์ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย
บางทีไม่จำเป็นว่าต้องเป็นบริเวณที่มีการรั่วไหลของสารเคมีหรือสารกัมมันตรังสีเข้มข้น แต่รังสีที่พบได้ในชีวิตประจำก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรมได้ด้วย เช่น รังสีอัลตราไวโอเล็ตหรือที่เรียกกันว่ารังสียูวี ซึ่งพบได้จากแสงแดดที่แผดเผาเราอยู่ในทุกๆ วัน ก็ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ในระยะยาว
การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจากสาเหตุไหนก็ตาม ถ้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการแสดงออกหรือ phenotype ไป แต่ไม่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจะถูกส่งต่อไปยังลูกหลานผ่านกรรมพันธุ์ และลักษณะเหล่านั้นจะถูกเก็บต่อไปอีกยาวนานจนลูกหลานอาจมีลักษณะที่แตกต่างจากบรรพบุรุษไปเลยก็ได้ เช่น เมื่อ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช บรรพบุรุษของกล้วยมีสีน้ำตาล ผลสั้น เมล็ดใหญ่และแข็ง ต่างกับกล้วยทุกวันนี้ที่มีการคัดเลือกพันธุ์โดยมนุษย์ เก็บไว้เฉพาะกล้วยที่กลายพันธุ์จนมีลักษณะสีเหลืองน่าทาน ผลยาว และเมล็ดอ่อนนุ่มทานง่ายไว้
ยอดมนุษย์กลายพันธุ์
เมื่อพูดถึงการกลายพันธุ์ในด้านดี แบบที่ทำให้กลายเป็นยอดมนุษย์ เราก็สามารถพบอะไรแบบนี้ในชีวิตจริงได้ด้วยนะ! ไม่ได้มีเฉพาะในหนังหรือการ์ตูน...
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ เลยคือ คนเอเชียหลายคนมีปัญหาในการดื่มนมวัว เพราะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนมวัวได้ (lactose intolerance) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตเอนไซม์แล็กเทสสำหรับย่อยนมวัวได้มากพอ แต่กลับกันคนยุโรปกลับมีความต้านทานต่อนมวัวที่มากกว่า เพราะว่าร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์แล็กเทสได้เพียงพอสำหรับการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนม ซึ่งงานวิจัยในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) พบว่า 7,000 ปีก่อน คนยุโรปก็ย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้ไม่ดีเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นเพราะนมวัวเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวยุโรป ทำให้มีการบริโภคกันอย่างแพร่หลายมาก่อนชาวเอเชีย รวมทั้งในยามที่ขาดแคลนอาหารชาวยุโรปในอดีตก็อาจจะมีความจำเป็นต้องดื่มนมประทังชีวิต ทำให้ในช่วงทุกข์ยากที่ขาดแคลนอาหาร คนที่ย่อยแล็กโทสไม่ได้อีกอาจจะยิ่งแย่จากอาการท้องเสียจนเอาชีวิตไม่รอด การกลายพันธุ์ที่ส่งผลให้เกิดการย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้ของคนยุโรปจึงถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตที่ยืนยาวกว่า
อีกตัวอย่างที่ดูเป็นยอดมนุษย์ขึ้นมาหน่อย ลองคิดภาพว่าเวลาที่คุณไปเที่ยวในสถานที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ ความดันอากาศบนนั้นจะน้อยลง ทำให้หายใจได้ลำบากมากขึ้น ยิ่งขึ้นที่สูงเราจะยิ่งเหนื่อยง่าย แต่ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนภูเขาอย่างชาวทิเบต กลับมีการกลายพันธุ์ของยีน EPAS1 ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อภาวะพร่องออกซิเจน ทำให้ชาวทิเบตสามารถปรับตัวอยู่อาศัยบนเทือกเขาสูงได้ แม้ว่าบนนั้นจะมีออกซิเจนที่เบาบางมากก็ตาม
อีกหนึ่งชนเผ่ามนุษย์กลายพันธุ์ ที่มีพลังพิเศษเหนือกว่าพวกเรา นั่นคือชนเผ่าบาจาว ซึ่งเป็นยิปซีทะเลเร่ร่อนบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการกลั้นหายใจใต้น้ำได้ยาวนานมากถึง 13 นาที และยังสามารถดำน้ำลึกแบบตัวเปล่าแบบไม่ใช้อุปกรณ์อะไรเลยได้ลึกถึง 60 เมตรแบบสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดหรือวิงเวียนอะไรเลย ทั้งที่บริเวณน้ำลึกมีความดันมากกว่าบริเวณที่เราอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งความสามารถของชนเผ่าบาจาวเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน BDKRB2 ที่ควบคุมความดันหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการดำน้ำแล้วหลอดเลือดแตกได้ และยังมีการกลายพันธุ์ของยีน PDE10A ที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต และกระบวนการเผาผลาญพลังงาน รวมถึงยังเป็นตัวการที่ควบคุมขนาดของม้ามของคนชนเผ่าบาจาวด้วย ซึ่งทำให้ม้ามของชนเผ่าบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไป โดยม้ามที่มีขนาดใหญ่จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังที่ต่างๆ ในร่างกายถูกเติมเข้าสู่งระบบไหลเวียนเลือดได้ดี อวัยวะต่างๆ ในร่างกายจึงมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ
จากที่เล่ามาทั้งหมดคงเห็นแล้วว่า โลกแห่งความจริงเราก็มีมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนกันนะ แต่อาจจะไม่ได้มีพลังที่เท่ระดับเป็นซูเปอร์ฮีโร่ขจัดเหล่าร้ายได้อย่างในภาพยนตร์ ถ้าหากว่าอยากเห็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่เก่งกล้าสามารถระดับที่มีในภาพยนตร์ ก็รอชมได้ในโรงภาพยนตร์เลย! เพราะ Deadpool & Wolverine กำลังจะเข้าฉายแล้ว ส่วนใครอดใจไม่ไหว อยากเห็นรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์กันก่อน ก็สามารถหาชมแอนิเมชั่น X-Men ’97 ทาง Disney+ Hotstar ก่อนก็ได้
แต่ถ้าใครยังไม่จุใจกับบทความสนุก ๆ ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสื่อบันเทิงแบบนี้ ก็ฝากติดตามทุกช่องทางของ Nation STORY และ The Principia ได้เลย แล้วเจอกันในบทความต่อไปครับ
ข้อมูลอ้างอิง
บทความโดย ธนกฤต ศรีวิลาศ