ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ Rebooting ทำได้ดีคือการผสมผสานความตลกกับความดราม่าได้อย่างลงตัว มันไม่ได้ตลกเรื่อยเปื่อยหรือฟูมฟายจนเกินไป ต้องยกความดีให้กับ Bakarhythm นักแสดงตลกที่ช่วงหลังหันมาทำงานด้านเขียนบทจนกลายเป็นคนที่น่าจับตาอย่างยิ่ง อย่างช่วงหลังของ Rebooting ที่ดูจะมีพล็อตหวือหวาขึ้น (หรืออาจเข้าขั้นเวอร์เกิน) ก็เป็นการล้อกับตอนที่อาซามิเอาเรื่องการรีบูตชีวิตตัวเองไปเขียนเป็นบทละคร แต่กลับถูกรุ่นพี่ให้ความเห็นว่า “เรื่องของเธอมันธรรมดาเกิน แค่ช่วยคนไม่ให้เป็นชู้กัน ใครมันจะอยากดู” เรียกได้ว่า Bakarhythm กำลังล้อเลียนวงการบันเทิงที่ผู้ชมคาดหวังจะเห็นพล็อตที่ตื่นเต้นเกินกว่าชีวิตสามัญธรรมดา
อีกคนที่ต้องปรบมือให้ดังๆ ก็คืออันโดะผู้รับนำ ใครที่เป็นแฟนหนังแฟนละครญี่ปุ่นก็คงคุ้นหน้าเธออยู่บ้าง เช่นในหนังเรื่อง Shoplifters (2018) หรือ Monster (2023) ของฮิโรคาสุ โคเรเอดะ อันโดะถือเป็นนักแสดงที่เล่นบทบาทได้หลากหลาย จะจริงจัง ตลก หรือแปลกประหลาดแค่ไหนเธอเล่นได้หมด อย่างใน Rebooting เธอใช้การแสดงการ์ตูนๆ แบบญี่ปุ่นสำหรับฉากตลก แต่ซีนอารมณ์ที่เธอแค่ร้องไห้นิ่งๆ ก็ทำให้เรารับรู้ว่าได้ว่าตัวละครของเธอเจ็บปวดมากแค่ไหน
อีกสิ่งที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษใน Rebooting คือเพลงประกอบทั้งหลายที่มาจากแต่ละช่วงชีวิตของอาซามิ เนื่องจากละครเล่าตั้งแต่เธอเกิดจนถึงวัยสามสิบกว่า เราจึงได้ยินเพลงจากทั้งยุค 90s, 2000s, มาจนยุคปัจจุบัน เชื่อว่าผู้ชมน่าจะคุ้นหูอยู่หลายเพลง ไม่ว่าจะ Konayuki (Remioromen), Polyrhythm (Perfume), Glamorous Sky (มิกะ นากาชิมะ) แต่ฉากที่เลือกใช้เพลงได้อิมแพ็กที่สุดน่าจะเป็นฉากที่อาซามิตระหนักได้ว่าการเลือกเส้นทางชีวิตที่ต่างออกไป ทำให้เธอไม่สนิทกับเพื่อนๆ เหมือนชาติก่อน ทันใดนั้นเพลง Secret Base ของวง ZONE ก็ขึ้นมา ซึ่งเนื้อเพลงว่าด้วยเพื่อนที่สัญญาว่าจะมาเจอกันในอีกสิบปีข้างหน้าก็ยิ่งทำให้ฉากนี้ซาบซึ้งไปใหญ่
แม้ว่าตอนจบของ Rebooting อาจจะดูง่ายๆ สบายๆ ไปสักหน่อย แต่คงเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่ไม่อยากให้มันดราม่าอะไรมากมาย สิ่งที่ดีคือซีรีส์ไม่เลือกจบแบบโลกสวยด้วยบทสรุปที่งดงามเหลือเชื่อ หรือไม่พยายามเทศนาสั่งสอนผู้ชม เราย่อมรู้แก่ใจว่าจุดประสงค์ของซีรีส์คือการพูดถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต แต่ผู้สร้างฉลาดพอที่จะไม่ป่าวประกาศแก่นเรื่องอย่างโจ่งแจ้ง พร้อมเว้นช่องว่างให้คนดูได้ขบคิดตีความเองบ้าง
Rebooting ยังทำให้ผู้เขียนนึกถึงภาพยนต์ญี่ปุ่นอีกเรื่อง นั่นคือ Perfect Days (2023, เข้าฉายโรงบ้านเรา 1 กุมภาพันธ์นี้) เล่าถึงชีวิตแต่ละวันของพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ หนังสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นงานประเภทเชิดชูความจนความพอเพียงแบบชวนเลี่ยน แต่ผู้กำกับ (วิม เวนเดอร์ส นักสร้างหนังชื่อดังชาวเยอรมัน) ก็แม่นยำในการทำให้องค์ประกอบทุกอย่างของหนังอยู่ในระดับที่ ‘พอดี’ นั่นทำให้ทั้ง Rebooting และ Perfect Days เป็นผลงานว่าด้วย ‘การรื่นรมย์กับชีวิต’ ที่ไม่เพ้อฝันเกินไป และยังยึดเหนี่ยวกับอยู่กับ ‘ชีวิตจริง’