ตัวละครสำคัญที่แม้ปรากฏในเรื่องไม่นานนัก หากแต่อยู่ในทุกอณูของตัวหนังคือ มิตร ชัยบัญชา พระเอกแห่งยุคที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังทุกเรื่องในประเทศไทยขณะนั้น ถือเป็นข้อบังคับของคณะหนังขายยาทุกหน่วยให้ต้องมีหนังซึ่ง มิตร ชัยบัญชา แสดงนำ ไม่ว่าจะเป็นหนังรักทั่วไป ไปจนถึงหนังแอ็กชั่นราคาสูงและเป็นที่นิยมขึ้นมาอีกหน่อย ทั้งตัวละคร มิตร ชัยบัญชา ก็ยังปรากฏตัวอยู่ในความชื่นชมอย่างสุดหัวใจของมานิตย์ ผู้พากย์เสียงเป็นเขาในหนังทุกเรื่อง อยู่ในภาพนิ่งที่ไอ้เก่า เด็กหนุ่มช่างฝันแปะไว้ข้างรถ และอยู่ในสำเนียงขลุ่ยของลุงหมานที่ครวญดนตรีประกอบหนังที่มิตรนำแสดง มิตร ชัยบัญชา จึงเป็นเสมือนจิตวิญญาณและลมหายใจของคณะรถขายยา หนังเล่าถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่มานิตย์และคณะได้พบกับมิตรในกองถ่ายแห่งหนึ่ง และอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นฉากที่นนทรีย์ถ่ายทอดออกมาได้หมดจด มีหัวจิตหัวใจมากที่สุดฉากหนึ่งคือเมื่อมิตรเอ่ยขอบคุณมานิตย์ว่า "ผมดูดีได้ก็เพราะคุณ" อันเป็นการฉายให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของนักแสดงและนักพากย์ได้อย่างชัดเจนที่สุด หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งคือทั้งสองฝ่ายต่างจำเป็นต้องมีกันและกัน —ก่อนหน้าที่ยุคสมัยของหนังเสียงจะมาถึง
อันที่จริง จะว่าไปแล้วหลายต่อหลายฉากในมนต์รักนักพากย์ก็เล่าได้ซื่อตรงจนเกือบจะเชยด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะฉากที่ตัวละครทุลักทุเลแบกเอาอุปกรณ์ฉายหนังขึ้นเขาเพื่อไปฉายให้คู่บ่าวสาวชาวดอยดู และพบว่าทุกคนบนดอย—ซึ่งไม่ได้มีโอกาสดูหนังบ่อยๆ นัก—พากันต้องมนตร์ของภาพยนตร์และเรื่องราวที่ มิตร ชัยบัญชา เป็นผู้ถ่ายทอดบนผืนหนัง แม้แต่ฟ้าฝนก็ไม่อาจดึงรั้งพวกเขาให้ละสายตาจากจอได้ ด้านหนึ่ง คณะหนังขายยาจึงเป็นเสมือนมือไม้ที่คอยเอาหนังจากในตัวเมืองไปฉายยังพื้นที่ไกลปืนเที่ยงอย่างที่หน่วยอื่นๆ ของระบบภาพยนตร์ทำไม่ได้ หรือจะเป็นฉากที่หัวหน้ามานิตย์พบ มิตร ชัยบัญชา ซึ่งหนังก็ไม่ได้อธิบายชัดเจนนักว่าพวกเขาไปพบกันได้อย่างไร แต่การมีฉากเหล่านี้ปรากฏอยู่ก็ทำให้หนังขับเน้นสารที่จะสื่อได้ชัดเจนและมีหัวใจ กล่าวคือมนต์รักนักพากย์ไม่ได้อยากเล่นท่ายากอะไร มันเพียงแต่เล่าอย่างตรงไปตรงมา รู้ว่าตัวเองกำลังจะเล่าอะไร และเล่าสิ่งเหล่านั้นออกมาได้แสนละเมียดที่สุด
ความเรียบง่ายของหนังยังปรากฏอยู่ในเส้นเรื่องที่หนังสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละคร โดยเฉพาะเมื่อการมาถึงของเรืองแขที่ทำให้หนุ่มๆ กระสับกระส่าย ทั้งมานิตย์ที่ออกจะเห็นใจชะตากรรมของหญิงสาวผู้ผ่านปัญหาความรักหนักหนามา หรือไอ้เก่าที่แม้จะเหล่สาวอื่นไปทั่วพระนคร แต่ก็มีเพียงเรืองแขคนเดียวที่เขามองด้วยสายตาละห้อย จะมีก็เพียงลุงหมานที่จับสังเกตความเคลื่อนไหวเหล่านี้ด้วยสายตาเป็นกังวลอย่างคนเจนโลก และเป็นดังที่คิดเมื่อความสัมพันธ์ดังกล่าวนำมาซึ่งความแตกหักของคณะหนังขายยา ที่เอาเข้าจริงหนังก็เล่าถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านี้อย่างง่ายๆ อีกหนด้วยเส้นเรื่องของเก่าและมานิตย์ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขบนเส้นทางของการหอบเอาหนังไปฉายตามพื้นที่ต่างๆ หากแต่ในความเรียบง่ายเหล่านี้ มันก็ยังเรียกร้องการกำกับที่แม่นยำซึ่งนนทรีย์ทำได้โดยไม่มีที่ติ จนหลายคนอด 'เป่าปี่' ให้กับความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนจุดแข็งของหนังคือการแสดงของนักแสดงนำทั้งสี่ เป็นอีกครั้งที่ เวียร์—ศุกลวัฒน์ พิสูจน์ว่าเขาคือนักแสดงอาชีพโดยแท้ เพราะการรับบทเป็นนักพากย์นั้นย่อมหมายความว่าเจ้าตัวต้องไป 'ทำงาน' กับการใช้เสียง ซึ่งโดยพื้นฐานก็ต่างจากการเป็นนักแสดงอยู่แล้ว และเจ้าตัวก็สวมบทบาทเป็นหัวหน้ามานิตย์ได้หมดจด ทั้งในแง่การเป็นนักพากย์ชำนาญการ บุคลิกการเป็นผู้นำที่แสนสุภาพ, หนูนา—หนึ่งธิดา ที่ก่อนหน้านี้ผ่านงานพากย์เสียงให้แอนิเมชั่นมาแล้วหลายเรื่อง กระนั้นการถ่ายทอดภาพของหญิงสาวหัวก้าวหน้าผู้ฝันใหญ่ก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายและเธอทำมันออกมาได้หมดจด, เก้า—จิรายุกับบทไอ้หนุ่มใจร้อนและเป็นเสมือนน้องชายของมานิตย์อยู่เนืองๆ แววตาใสซื่อกึ่งเปิ่นเป๋อและตรงไปตรงมา เฝ้ามองดู มิตร ชัยบัญชา ผู้เป็นเสมือนไอดอลของเขาเงียบงันด้วยแววตาเป็นประกาย และปิดท้ายด้วยนักแสดงที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็น MVP ของหนังคือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ในบทพลขับซึ่งเป็นเสมือนฉากหลังของเรื่อง การประคองตัวเองให้ไม่จมหาย เท่ากันกับที่ไม่โดดเด่นออกมาเหนือนักแสดงอื่นๆ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ หากแต่เขาทำให้ลุงหมานกลายเป็นตัวละครที่จับต้องได้ ลุงหมานไม่ได้อยู่ในสมการความสัมพันธ์รักสามเส้าของคนหนุ่มสาว แต่เป็นคนที่คอยประคับประคองและอยู่เป็นฉากหลังให้ทุกคนเสมอ
ทั้งนี้ หนังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเป็นหัวใจสำคัญ เมื่อทั้งเรื่องล้วนเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการผันเปลี่ยนสำคัญของวงการหนังไทยปี 2513 เมื่อหนังขายยาเริ่มถูกลดบทบาทลง คนอย่างมานิตย์ อย่างเรืองแขกำลังจะถูกเบียดขับให้หลุดออกจากวงโคจรการฉายหนัง, การจากไปอย่างกระทันหันของ มิตร ชัยบัญชา ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการหนังไทยไปตลอดกาล ตลอดจนการมาถึงของคอมมิวนิสต์และสงครามเย็นที่ห่มคลุมบรรยากาศของทั้งเมืองไว้ ที่น่าสนใจคือหนังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหวัง เพราะแม้เมื่อพ้นยุคสมัยของหนังเงียบ การล่มสลายของคณะหนังขายยา และการจากไปของ มิตร ชัยบัญชา วงการหนังไทยก็ก้าวเข้าสู่อีกยุคหนังเสียงและยุคของ ดอกดิน กัญญามาลย์ ผู้กำกับหนังชั้นครูของไทย
กล่าวสำหรับผู้เขียนเอง ในห้วงยามที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ท้าทายเราแทบจะทุกลมหายใจ ทั้งการตายจากและเกิดใหม่ของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เรียกร้องให้เราต้องปรับตัวรายวัน โลกที่เรียกร้องให้เราต้องหาทางเพิ่มทักษะความสามารถเพื่ออยู่ต่อให้ได้ การที่ตัวหนังมนต์รักนักพากย์มองอนาคตและการเปลี่ยนแปลงในแง่ดีเช่นนี้ก็ถือเป็นเสมือนการตบบ่า กอดคอให้กำลังใจคนดูอยู่เนืองๆ
ที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นหนึ่งในหนังที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้หมดจดและมีหัวใจ อันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะมอบให้ได้ หากแต่ นนทรีย์ นิมิบุตร พิสูจน์อีกครั้งว่าเขารักวงการหนัง และความรักนั้นก็สะท้อนผ่านอยู่ในมนต์รักนักพากย์เรื่องนี้