บทบรรณาธิการ : ปราบทุจริตได้เมื่อไหร่ “อนุทิน” แขวนนวม คำประกาศที่ไม่มีวันเป็นจริง
04 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : ปราบทุจริตได้เมื่อไหร่ “อนุทิน” แขวนนวม คำประกาศที่ไม่มีวันเป็นจริง
Exclusive
04 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : ปราบทุจริตได้เมื่อไหร่ “อนุทิน” แขวนนวม คำประกาศที่ไม่มีวันเป็นจริง
KEY
POINTS
ฮือฮาไม่น้อย เมื่อค่ำวันที่ 1 ต.ค. 2569 นายกฯอนุทิน ไปปาฐกถาพิเศษงานดินเนอร์ทอล์ค “Zero Corruption: From Policy to Action” จัดโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งชูธงเรื่อง Zero Corruption มาตลอด ต้านทุจริตมาโดยตลอด
นายกฯ ขึ้นปาฐกถายาวเหยียด โดยประกาศย้ำนโยบายเด็ด “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ซึ่งเจ้าตัวตอกย้ำมาตลอด และรอบนี้ขยายเพิ่มอีก 2 ปิด และ 1 เปิด คือ “ปิดโอกาสโกง-ปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด” และ “เปิดโอกาสตรวจสอบ มีพูดถึงการใช้ AI ปราบโกงด้วย”
นายกฯ เล่าเหตุการณ์ตอนหนึ่งบนเวที สมัยยังไม่ได้ทำงานการเมือง ตอนนั้นทำธุรกิจกับที่บ้าน และถูกข่มขู่เรื่องประมูลงาน จนออกจากบ้านไม่ได้
นายกฯ บอกว่า ตัวเองอัดอั้นตันใจมาตลอด และรู้เทคนิคการโกง การล็อคสเปคเป็นอย่างดี จับได้ไล่ทันหมด ฉะนั้นวันนี้ เมื่อมีอำนาจหน้าที่ เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีเจตจำนงจัดการเรื่องนี้ให้สิ้นซาก
“เรื่องนี้ผมทำด้วยความอัดอั้นตันใจมานาน และวันนี้มันก็ถึงตรงนี้แล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้ได้ มันจะดีใจมากกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ ทำเรื่องนี้ได้เสร็จเผลอๆ แขวนนวม พอแล้ว คุ้มแล้ว ตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้แล้ว”
นี่คือคำพูดสะท้อนความตั้งใจว่า ถ้าปราบทุจริต ถือว่าบรรลุเป้าหมาย ดีใจยิ่งกว่าได้เป็นนายกฯ นานๆเสียอีก อาจจะ “แขวนนวม” ซึ่งหมายถึง “ล้างมือทางการเมือง หรือพอแล้วกับตำแหน่งนายกฯ” กันเลยทีเดียว
งานนี้หลายคนฟังแล้ว จึงแซวว่า ถ้าเงื่อนไขนี้เป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสแขวนนวมเช่นกัน !
จริงแล้ว นโยบาย “ปิดชื่อ..ถือพฤติกรรม” ก็เป็นเรื่องดี และน่าสนับสนุน แต่มันยังไม่พอที่จะปราบโกง ล้างคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกยาวนานในประเทศไทย แถมยังทุจริตกันทุกระดับอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้น หากนายกฯ ต้องการสังคมขานรับผลงานด้านปราบโกง ท่านต้องเปลี่ยน “รับ” ให้เป็น “รุก”
1. นโยบาย “ปิดชื่อ..ถือพฤติกรรม” เป็นมาตรการเชิงรับมากกว่า เพราะ ความหมายที่แท้จริง คือ รอให้เรื่องแดงก่อน ถึงค่อยดำเนินการ หมายถึง รอกระบวนการกฎหมาย หรือรอการเปิดโปง แล้วมีการจัดการทางกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน นายกฯจึงจะ “ปิดชื่อ..ถือพฤติกรรม” คือ ไม่ไปช่วยเหลือ
นโยบายนี้ จึงเป็นเพียง 1 ใน 3 ข้อ ที่นายกฯประกาศขยายเพิ่ม นั่นคือ “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางการใช้อำนาจช่วยเหลือ” จะเห็นได้ว่า “ปิดชื่อ…ถือพฤติกรรม” คือ ข้อ 3 นับเป็นข้อเดียวจากทั้งหมด แถมความหมายอีกมุมยังไม่ค่อยดี กล่าวคือ เมื่อกระบวนการยุติธรรมเริ่มเดิน หากมีคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดไปเกี่ยวข้อง ก็ลอยแพ โดดเรือหนี ตีกรรเชียง ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว ปล่อยให้พรรคพวกตายเดี่ยว อะไรแบบนั้น
“ยืนยันต่อให้เป็นใครก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นเพื่อนสนิท ญาติสนิท มิตรสหาย ถ้าโดนเรื่องนี้แล้วมีชื่อโผล่มา ผมก็ต้องบอกว่าขออภัยจริงๆ พบกันชาติหน้า ตัวใครตัวมัน” ช่วงหนึ่งบนเวทีปาฐกถาที่นายกฯพูดเอาไว้
การที่นายกฯไม่ช่วยใคร ถือเป็นเรื่องดี แต่ยังดีไม่พอ เพราะประชาชนอยากได้เชิงรุก จัดการแก๊งโกงให้สิ้นซาก ไม่ใช่จัดการเฉพาะคนที่ถูกจับได้ไล่ทัน ส่วนคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นพรรคพวกกัน ก็อยู่เฉยๆ แม้จะโกงเหมือนกันก็ตาม และเราก็มีกรณีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
“คดีฮั้ว สว.” ใครโดนรับไป พรรคไม่เกี่ยว แต่ 77 คน ล้วนเชื่อมโยงถึงพรรคภูมิใจไทย กันทั้งนั้น เช่น สส.สุโขทัยโดน / ผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานีโดน / เสมียน สส. ดูแลสำนักงาน สส.สุราษฎร์ธานี โดน / นายทุนของ สส.และของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้โดน แต่ สส.ไม่โดน
คำถามคือ ท่านได้สั่งสอบ สส.พรรคของท่านคนนี้บ้างหรือไม่ หรือ สส.ของท่านสั่งปลดผู้ช่วย สส.ที่โดนฟ้องคดี ฮั้ว สว.หรือยัง เพราะ ถ้าเป็นพรรคอื่น น่าจะมีการตรวจสอบมากกว่านี้ อย่างน้อยต้องสั่งงดร่วมกิจกรรมกับพรรค หรือตั้งกรรมการที่เป็น “คนนอก” เข้าไปตรวจสอบ เพราะเป็นไปได้ยาก ที่ผู้ช่วย สส.ทำผิด แล้วตัว สส.จะไม่รู้เห็นเลย
เช่นเดียวกันกับกรณีล่าสุด ที่ สส.รังสิมันต์ โรม กล่าวหาสามี สส.ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ กลางสภาว่าอาจเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ พอนักข่าวจิ้มไมค์ถามนายกฯ กลับไม่ตอบคำถาม วงแตกทันที ถ้านายกฯ เฉยๆ รอดีเอสไอตรวจสอบ จะเกิดคำถามต่อว่า ดีเอสไอใครกำกับดูแล
โจทย์ที่ “สส.โรม” โยนใส่รัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพราะที่ผ่านมา สส.พรรคส้ม โดนหลายคน พรรคก็จัดการไปตามระบบ วันนี้ “สส.โรม” กล่าวหา สส.พรรคน้ำเงินบ้าง เพื่อให้สังคมเปรียบเทียบว่า พรรคน้ำเงินทำอะไร ดีเอสไอจะทำอะไร และนายกฯ จะทำอย่างไร
มีข่าวว่า สส.โรม จะมีการเปิดข้อมูลอีกหลายคน และคำถามจะยิ่งย้อนกลับไปยังนายกฯว่าจะทำอย่างไร
เพราะสังคมไม่ได้รอแค่กระบวนการปกติ แต่ต้องการความจริงจังของฝ่ายการเมือง
อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านนายกฯ พูดบนเวทีดินเนอร์ทอล์ค คือ กรณีโกงสอบ ตรรกะของนายกฯ คือ ขบวนการโกงย่ามใจ จัดการเรื่องนี้ขึ้นมา โดยถือโอกาสช่วง “รัฐบาลเป็ดง่อย” คือ รัฐบาลของท่านสมัยแรกที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่รัฐบาลไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วยเลยกับการโกง นายกฯบอกว่า การโกงสอบเกิดช่วงรัฐบาลเสียงข้างน้อย และรัฐบาลรักษาการ
“พวกเขาคงคิดว่ารัฐบาลรักษาการนี้มีลักษณะเป็นเป็ดง่อย Lame Duck เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสที่ดีที่เขาจะดำเนินการ และผมก็เชื่อว่า เขาก็คงคิดว่าผมไม่ได้กลับมา…”
นายกฯ ยังเล่าเพิ่มว่า สุดท้ายพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งกลับมา และตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก อำนาจเต็ม จึงมีการจับใหญ่โต
“พอเข้ามา 1 เดือน เรื่องนี้ปูดขึ้นมาทันทีในเดือนนี้ มิ.ย. พอจับเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จะเห็นว่าเราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่”
คนฟังตั้งคำถามว่า นายกฯ ดำน้ำพูด หรือจำผิด เพราะการจับโกงสอบ ไม่ใช่รัฐบาลจับ แต่เป็นการจับเพราะขบวนการหักหลังกันเอง หรือที่เรียกว่า “ฮั้วแตก” การจัดการหลังจากเกิดเรื่อง ยังไม่มีอะไรที่สังคมพึงพอใจและเชื่อมั่นเลย
หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ 17 กันยายน นายกฯประชุมที่กระทรวงมหาดไทย แล้วทวงการบ้านเรื่องโกงสอบ ถึงขั้นบอกว่า “โกงบนหัวผม” พร้อมสั่งกำชับให้จัดการข้าราชการที่เกี่ยวข้อง “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน”
ผ่านมาเกือบเดือน เหมือนจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากสั่งการเสียงดัง แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามมาแล้ว มาตรการอื่นๆ ในทางการบริหาร ไม่ต้องรอผลสอบตามกฎหมาย นายกฯในฐานะ รมว.มหาดไทย ก็ไม่ได้ทำ
เช่น ป้องกันไม่ให้ข้าราชการที่ถูกกล่าวหา เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน โดยเฉพาะ “ไอพีแอดเดรส” การสมัครสอบ ที่มีข้อมูลว่า สมัครกันเป็นร้อย โดยใช้คอมพ์เครื่องเดียวกัน ในกรมหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยด้วย
ป่านนี้ข้อมูลนี้ลบไปหมดหรือยัง นายกฯไม่เคยมีแนวคิดชุดเฉพาะกิจเข้าไปเก็บรักษาหลักฐาน แล้วส่งมอบให้ ป.ป.ช.อย่างโปร่งใส
แค่เล่นไปตามเกม และย้ำว่า “ปิดชื่อ..ถือพฤติกรรม” เท่านั้น ความหมายไม่ต่างอะไรกับการลอยตัวจากการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกปราบโกง…นั่นเอง