บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.
26 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.
Exclusive
26 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.
KEY
POINTS
เมื่อวานนี้ 25 สิงหาคม 2569 ณ ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกคดี หมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับคดีนี้ศาลฎีกา วางไทม์ไลน์ไว้ชัดเจนในกรอบระยะเวลา 1 ปี ซึ่งฝ่ายผู้ร้อง ป.ป.ช. ศาลนัดจำนวน 4 นัด พยาน 9 ปาก ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นการไต่สวนพยานนัดแรก ด้านฝ่ายผู้คัดค้าน คือ 44 สส.ก้าวไกลนั้น ศาลนัดจำนวน 17 นัด กับพยานทั้งสิ้น 60 ปาก นัดแรกจะเริ่ม 3 พ.ย. 2569 และการไต่สวนพยานนัดสุดท้าย คือ 18 พ.ค. 2570 ก่อนกำหนดวันอ่านคำพิพากษาต่อไป
โดยศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัด และกำหนดประเด็นให้ศาลทราบพร้อมแนวคำถามมาก่อนเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาต ว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่
“ทีมข่าวเนชั่น” ร่วมรับฟังการพิจารณาคดี และเกาะติดการไต่สวนพยานปากแรกในคดีประวัติศาสตร์การเมืองนี้ ที่จะชี้ชะตาอนาคตนักการเมืองจำนวนมากถึง 44 คน ในจำนวนนี้มีทั้งที่ยังมีตำแหน่งในทางการเมือง และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ถือเป็นคดีการเมืองที่ต้องพิพากษานักการเมืองมากที่สุด นับตั้งแต่คดี “บ้านเลขที่ 111” เมื่อปี 2550 ต่างกันตรงที่การพิจารณาคดีเกิดขึ้นคนละศาล
ในห้องพิจารณาคดี การไต่สวนพยานปากแรกเริ่มขึ้น โดยพยานในฝั่งผู้ร้อง คือ “นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความเป็นพยานปากแรก ซึ่งเบิกความว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเข้ามา จากการไต่สวน อดีต ส.ส.ของพรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ว่า หลังจากที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล จนมีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องการแก้ไขม. 112 ก่อนมีบางส่วนเริ่มถูกดำเนินคดี จนทางพรรคก้าวไกลมีการประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร กับเรื่อง ม.112 แต่จุดนี้ นายยุทธภูมิ ไม่ทราบว่าทั้ง 44 คนที่เป็นผู้คัดค้าน อยู่ในการประชุมครบทุกคนหรือไม่
แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไปยังสภา ซึ่งก็มีหนังสือตีกลับว่าร่างแก้ไข ม.112 อาจจะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ทางพรรคก้าวไกล ก็ส่งหนังสือรอบที่ 2 มีการลงมือรายชื่อ 44 ส.ส. ยืนยันว่าการแก้ไข ม.112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยในการลงชื่อแก้ไข ม.112 มี สส.ทั้งหมด 53 ราย ลงชื่อ 44 ราย ไม่ได้ลงชื่อ 9 ราย
ช่วงหนึ่งฝั่งผู้คัดค้าน ได้ถามถึงการไต่สวนพยานในชั้น ป.ป.ช.ว่าเป็นอย่างไร พยานเบิกความว่า การไต่สวนพยานในชั้นนั้นไม่พบว่ามีการขัดแย้ง กับผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้ถามบางเรื่องกับผู้คัดค้าน เป็นการไต่สวนเพื่อให้ทราบเจตนา ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดเป็น “การลงชื่อ” จึงไต่สวน ส.ส. ที่ไม่ได้ลงชื่อ และการที่ ป.ป.ช. ไม่เลือกสอบพยานนักวิชาการที่ฝ่าย 44 สส.ก้าวไกลเสนอ เพราะ เป็นเพียงพยานความเห็น ที่สามารถขัดแย้งกันได้ไม่จบสิ้น
นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายถือว่าเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา ซึ่งคดีนี้สาระสำคัญคือหลักการ และเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ตอนนั้นยังไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
“ที่ผ่านมา ม.112 เคยมีการแก้ไขแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงสอดคล้องกับสภาวะขณะนั้น โดยการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล” ส่วนหนึ่งของคำเบิกความนายยุทธภูมิ
หลักในการแจ้งข้อหานั้น นายยุทธภูมิ มองว่าองค์ประกอบ คือ ประชาธิปไตยส่วนนึง และพระมหากษัตริย์ส่วนนึง การเสนอให้แยก ม.112 ออกจากหมวดความมั่นคง และระบุว่าหากมีการ “วิจารณ์โดยสุจริต” สามารถทำได้ มองว่าเปิดโอกาสให้เกิดการไม่บังควรเพราะ กว่าที่ศาลจะตัดสินก็ส่งผลให้มีการกระทบกระเทือนเสาหลักของชาติแล้ว
นายยุทธภูมิ เบิกความว่า ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการแก้ไข ม.112 ในเรื่องการยกเว้นโทษ พร้อมอ้างว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีการศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันต่างประเทศหลายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งทราบว่าการจัดตั้งขึ้นมานั้นเกิดหลังจากที่มีความขัดแย้งทางสังคมอยู่ และยอมรับอีกว่าช่วงนั้นมีการกลั่นแกล้งใช้ ม.112 ในการดำเนินคดีจน คอป. ต้องเสนอแก้ ม.112 ซึ่งรับทราบจากรายงานมา
เมื่อผู้คัดค้านได้ซักค้านเกี่ยวกับ เรื่อง เคยมีการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องการยกเว้นโทษและยกเว้นความผิด นายยุทธภูมิ ตอบว่า มาตรา 104 ในสมัยปี 2478 ต่างจาก ม.112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย มองว่าการแก้ไขกฎหมายสภาทำได้แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยมีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายจะมีความผิด
นายยุทธภูมิ ระบุว่า บริบทตอนนั้นและตอนนี้ คนละอย่างกัน ตอนผู้คัดค้านเสนอแก้ ม.112 อ้างเหตุการชุมนุมของเยาวชน และเรื่องในอดีตที่ผ่านมา บริบทในตอนนี้จึงต่างกัน ส่วนเรื่องคำร้องการไต่สวนในคดีนี้ที่เกี่ยวกับมีกลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุม และยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 นั้น ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่าไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละคน ว่าทำอะไร อย่างไร เพราะ “ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลให้” นอกจากนั้น นายยุทธภูมิ ยังยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานเรื่องที่ผู้คัดค้านไปยื่นประกันตัวผู้ต้องหาด้วย
“ทีมข่าวเนชั่น” รายงานบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี ช่วงถามค้านของผู้คัดค้านที่ 3 คือ “นายธีรัจชัย พันธุมาศ” สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เป็นช่วงที่ฝ่ายผู้คัดค้านรุกอย่างหนัก ด้วยหลักการ “เสนอแก้ไขกฎหมาย” และพยานหลักฐานในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. โดยนายยุทธภูมิ ยอมรับว่า ไม่มีการหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เป็นคุณกับผู้คัดค้านไปพิจารณาทำความเห็นส่งศาลฎีกา ทั้งที่กฎหมาย ป.ป.ช. ระบุไว้ว่าจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานในทางที่ทั้งเป็นคุณและเป็นโทษ
ก่อนที่นายยุทธภูมิ จะระบุต่อว่า การยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้ มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข ม.112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และผู้คัดค้านที่ 3 มองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภาฯ
“แต่มองเกี่ยวกับพฤติการณ์ลงชื่อเสนอแก้กฎหมายเป็นหลัก ชั้นแจ้งข้อกล่าวหาพยานแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 มีการสนับสนุนการกระทำความผิด แต่ขณะที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำเป็นมีการสนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิก ม.112 ”
ผู้คัดค้านที่ 3 ถามพยานว่า ทราบหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้เสนอเรื่องการแก้ ม.112 บรรจุเป็นนโยบายพรรคที่ใช้ยื่นต่อ กกต. พยานระบุว่า รับทราบตามเอกสาร ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่ได้เสนอเป็นนโยบายพรรคต่อ กกต. พยานยังตอบคำถามผู้ร้องต่อว่า ทราบมาว่าการไต่สวน ส.ส. 9 รายที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ จะถูกกดดันกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ หรือลงสมัครรับเลือกตั้ง ในสมัยถัดไป และจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรคด้วย
ภายหลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น ผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้องเพราะมีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้คัดค้านไม่ค้าน ก่อนศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.
ภายหลังจากไต่สวนเสร็จสิ้น นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการไต่สวนพยานไป 1 ปาก โดยเป็นภาพรวมของกระบวนการว่า ทาง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้ว ได้ความว่าอย่างไร ก่อนยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีนี้ โดยมีเรื่องการรวบรวมหลักฐานของ ป.ป.ช. ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งของการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
นายนิธิ ระบุว่า ข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านที่ระบุว่า กระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน
“ทางเรายืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาทางจริยธรรมจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคล ไม่สามารถเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนมารวมกับอีกคนได้”