เนชั่นทีวี

Exclusive

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.

26 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกาเริ่มไต่สวนคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112 โดย ป.ป.ช. ส่ง “ยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” พนักงานไต่สวนระดับสูง เบิกความเป็นพยานปากแรก ขณะที่ศาลวางกรอบพิจารณาคดี 1 ปี
  • พยาน ป.ป.ช. ยอมรับหลายประเด็นไม่มีหลักฐานรายบุคคล ทั้งไม่ทราบรายละเอียดการกระทำของผู้คัดค้านแต่ละคน และไม่มีหลักฐานเรื่องการยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี ม.112 ขณะที่ “ธีรัจชัย” ถามค้าน ย้ำการเสนอแก้กฎหมายเป็นกระบวนการปกติของสภา
  • ฝ่าย 44 สส.โต้กระบวนการไต่สวน ป.ป.ช.ไม่เป็นธรรม ทนายยืนยันต้องพิจารณาพฤติการณ์ของผู้คัดค้านเป็นรายบุคคล ไม่ควรเหมารวม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.รับฟังหลักฐานเฉพาะด้านที่เป็นโทษ ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องครั้งต่อไป 22 ก.ย. 2569

เมื่อวานนี้ 25 สิงหาคม 2569 ณ ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกคดี หมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

 

สำหรับคดีนี้ศาลฎีกา วางไทม์ไลน์ไว้ชัดเจนในกรอบระยะเวลา 1 ปี ซึ่งฝ่ายผู้ร้อง ป.ป.ช. ศาลนัดจำนวน 4 นัด พยาน 9 ปาก ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นการไต่สวนพยานนัดแรก ด้านฝ่ายผู้คัดค้าน คือ 44 สส.ก้าวไกลนั้น ศาลนัดจำนวน 17 นัด กับพยานทั้งสิ้น 60 ปาก นัดแรกจะเริ่ม 3 พ.ย. 2569 และการไต่สวนพยานนัดสุดท้าย คือ 18 พ.ค. 2570 ก่อนกำหนดวันอ่านคำพิพากษาต่อไป

44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล

 

โดยศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัด และกำหนดประเด็นให้ศาลทราบพร้อมแนวคำถามมาก่อนเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาต ว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่

 

“ทีมข่าวเนชั่น” ร่วมรับฟังการพิจารณาคดี และเกาะติดการไต่สวนพยานปากแรกในคดีประวัติศาสตร์การเมืองนี้ ที่จะชี้ชะตาอนาคตนักการเมืองจำนวนมากถึง 44 คน ในจำนวนนี้มีทั้งที่ยังมีตำแหน่งในทางการเมือง และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ถือเป็นคดีการเมืองที่ต้องพิพากษานักการเมืองมากที่สุด นับตั้งแต่คดี “บ้านเลขที่ 111” เมื่อปี 2550 ต่างกันตรงที่การพิจารณาคดีเกิดขึ้นคนละศาล

ป.ป.ช. ส่งพนักงานไต่สวน ขึ้นเบิกความ

 

ในห้องพิจารณาคดี การไต่สวนพยานปากแรกเริ่มขึ้น โดยพยานในฝั่งผู้ร้อง คือ “นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความเป็นพยานปากแรก ซึ่งเบิกความว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเข้ามา จากการไต่สวน อดีต ส.ส.ของพรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ว่า หลังจากที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล จนมีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องการแก้ไขม. 112 ก่อนมีบางส่วนเริ่มถูกดำเนินคดี จนทางพรรคก้าวไกลมีการประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร กับเรื่อง ม.112 แต่จุดนี้ นายยุทธภูมิ ไม่ทราบว่าทั้ง 44 คนที่เป็นผู้คัดค้าน อยู่ในการประชุมครบทุกคนหรือไม่

 

บทบรรณาธิการ : อนาคตการเมือง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล หน้าบัลลังก์ศาล เบิกความพยานปากแรกฝั่ง ป.ป.ช.

 

แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไปยังสภา ซึ่งก็มีหนังสือตีกลับว่าร่างแก้ไข ม.112 อาจจะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ทางพรรคก้าวไกล ก็ส่งหนังสือรอบที่ 2 มีการลงมือรายชื่อ 44 ส.ส. ยืนยันว่าการแก้ไข ม.112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยในการลงชื่อแก้ไข ม.112 มี สส.ทั้งหมด 53 ราย ลงชื่อ 44 ราย ไม่ได้ลงชื่อ 9 ราย

 

ช่วงหนึ่งฝั่งผู้คัดค้าน ได้ถามถึงการไต่สวนพยานในชั้น ป.ป.ช.ว่าเป็นอย่างไร พยานเบิกความว่า การไต่สวนพยานในชั้นนั้นไม่พบว่ามีการขัดแย้ง กับผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้ถามบางเรื่องกับผู้คัดค้าน เป็นการไต่สวนเพื่อให้ทราบเจตนา ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดเป็น “การลงชื่อ” จึงไต่สวน ส.ส. ที่ไม่ได้ลงชื่อ และการที่ ป.ป.ช. ไม่เลือกสอบพยานนักวิชาการที่ฝ่าย 44 สส.ก้าวไกลเสนอ เพราะ เป็นเพียงพยานความเห็น ที่สามารถขัดแย้งกันได้ไม่จบสิ้น

 

แม้ที่ผ่านมา เคยมีการแก้ 112 แต่ไม่เคยแก้เรื่องยกเว้นโทษ

 

นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายถือว่าเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา ซึ่งคดีนี้สาระสำคัญคือหลักการ และเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ตอนนั้นยังไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

 

“ที่ผ่านมา ม.112 เคยมีการแก้ไขแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงสอดคล้องกับสภาวะขณะนั้น โดยการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล” ส่วนหนึ่งของคำเบิกความนายยุทธภูมิ

 

หลักในการแจ้งข้อหานั้น นายยุทธภูมิ มองว่าองค์ประกอบ คือ ประชาธิปไตยส่วนนึง และพระมหากษัตริย์ส่วนนึง การเสนอให้แยก ม.112 ออกจากหมวดความมั่นคง และระบุว่าหากมีการ “วิจารณ์โดยสุจริต” สามารถทำได้ มองว่าเปิดโอกาสให้เกิดการไม่บังควรเพราะ กว่าที่ศาลจะตัดสินก็ส่งผลให้มีการกระทบกระเทือนเสาหลักของชาติแล้ว

 

นายยุทธภูมิ เบิกความว่า ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการแก้ไข ม.112 ในเรื่องการยกเว้นโทษ พร้อมอ้างว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีการศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันต่างประเทศหลายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งทราบว่าการจัดตั้งขึ้นมานั้นเกิดหลังจากที่มีความขัดแย้งทางสังคมอยู่ และยอมรับอีกว่าช่วงนั้นมีการกลั่นแกล้งใช้ ม.112 ในการดำเนินคดีจน คอป. ต้องเสนอแก้ ม.112 ซึ่งรับทราบจากรายงานมา

 

เมื่อผู้คัดค้านได้ซักค้านเกี่ยวกับ เรื่อง เคยมีการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องการยกเว้นโทษและยกเว้นความผิด นายยุทธภูมิ ตอบว่า มาตรา 104 ในสมัยปี 2478 ต่างจาก ม.112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย มองว่าการแก้ไขกฎหมายสภาทำได้แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยมีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายจะมีความผิด

 

นายยุทธภูมิ ระบุว่า บริบทตอนนั้นและตอนนี้ คนละอย่างกัน ตอนผู้คัดค้านเสนอแก้ ม.112 อ้างเหตุการชุมนุมของเยาวชน และเรื่องในอดีตที่ผ่านมา บริบทในตอนนี้จึงต่างกัน ส่วนเรื่องคำร้องการไต่สวนในคดีนี้ที่เกี่ยวกับมีกลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุม และยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 นั้น ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่าไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละคน ว่าทำอะไร อย่างไร เพราะ “ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลให้” นอกจากนั้น นายยุทธภูมิ ยังยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานเรื่องที่ผู้คัดค้านไปยื่นประกันตัวผู้ต้องหาด้วย

 

“ธีรัจชัย” ผู้คัดค้านที่ 3 ถามค้านหนัก ย้ำจุดยืนเสนอแก้กฎหมายไม่ผิด

 

“ทีมข่าวเนชั่น” รายงานบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี ช่วงถามค้านของผู้คัดค้านที่ 3 คือ “นายธีรัจชัย พันธุมาศ” สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เป็นช่วงที่ฝ่ายผู้คัดค้านรุกอย่างหนัก ด้วยหลักการ “เสนอแก้ไขกฎหมาย” และพยานหลักฐานในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. โดยนายยุทธภูมิ ยอมรับว่า ไม่มีการหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เป็นคุณกับผู้คัดค้านไปพิจารณาทำความเห็นส่งศาลฎีกา ทั้งที่กฎหมาย ป.ป.ช. ระบุไว้ว่าจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานในทางที่ทั้งเป็นคุณและเป็นโทษ

 

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน

 

ก่อนที่นายยุทธภูมิ จะระบุต่อว่า การยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้ มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข ม.112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และผู้คัดค้านที่ 3 มองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภาฯ

 

“แต่มองเกี่ยวกับพฤติการณ์ลงชื่อเสนอแก้กฎหมายเป็นหลัก ชั้นแจ้งข้อกล่าวหาพยานแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 มีการสนับสนุนการกระทำความผิด แต่ขณะที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำเป็นมีการสนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิก ม.112 ”

 

ผู้คัดค้านที่ 3 ถามพยานว่า ทราบหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้เสนอเรื่องการแก้ ม.112 บรรจุเป็นนโยบายพรรคที่ใช้ยื่นต่อ กกต. พยานระบุว่า รับทราบตามเอกสาร ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่ได้เสนอเป็นนโยบายพรรคต่อ กกต. พยานยังตอบคำถามผู้ร้องต่อว่า ทราบมาว่าการไต่สวน ส.ส. 9 รายที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ จะถูกกดดันกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ หรือลงสมัครรับเลือกตั้ง ในสมัยถัดไป และจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรคด้วย

 

ภายหลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น ผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้องเพราะมีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้คัดค้านไม่ค้าน ก่อนศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

 

ทนาย 44 สส. เผย ขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน ป.ป.ช. มิชอบ

 

ภายหลังจากไต่สวนเสร็จสิ้น นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการไต่สวนพยานไป 1 ปาก โดยเป็นภาพรวมของกระบวนการว่า ทาง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้ว ได้ความว่าอย่างไร ก่อนยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีนี้ โดยมีเรื่องการรวบรวมหลักฐานของ ป.ป.ช. ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งของการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

 

นายนิธิ ระบุว่า ข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านที่ระบุว่า กระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน

 

นิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน

 

“ทางเรายืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาทางจริยธรรมจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคล ไม่สามารถเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนมารวมกับอีกคนได้”

 

ข่าวล่าสุด