พรรคภูธรยึดเมือง “เนวิน” พิทักษ์ รธน.60 ฟื้น “เปรมาธิปไตย” ยุคนีโอบ้านใหญ่
27 พ.ค. 2569 | ขุนน้ำหมึก

วาทกรรมระบอบสีน้ำเงินชิดซ้าย “เนวิน-อนุทิน” คืนชีพ “เปรมาธิปไตยพลัส” เดินตามธงรัฐธรรมนูญ 60
Exclusive
27 พ.ค. 2569 | ขุนน้ำหมึก

วาทกรรมระบอบสีน้ำเงินชิดซ้าย “เนวิน-อนุทิน” คืนชีพ “เปรมาธิปไตยพลัส” เดินตามธงรัฐธรรมนูญ 60
27 พฤษภาคม 2569 ครูใหญ่พรรคภูธร เนวิน สยายปีกคุมเกมอำนาจ เปรียบเปรมาธิปไตยคืนชีพ วาทกรรมระบอบสีน้ำเงินชิดซ้าย
MOA อุ้มหนูนั่งนายกฯ พาส้มเสียศูนย์ ณัฐพงษ์ กู้หน้าเรียกศรัทธา ซัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่กล้าทะลุเพดานเหมือนก๊วนเด็กสามนิ้ว
สัปดาห์นี้ วาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน กลายเป็นประเด็นการเมืองร้อนแรง เพราะมีการโต้ตอบกันไปมา ระหว่าง สส.ประชาชน-ภูมิใจไทย และกลุ่ม สว.ที่ถูกเรียกขานว่า “สว.สีน้ำเงิน”
อันเนื่องมาจากครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ปลุกพลังทางสังคมให้นำไปสู่ “การยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560” เพราะเป็นมรดกของการรัฐประหาร และขยายวงก่อเกิดให้เป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” อันหมายถึง “องค์กรอิสระและวุฒิสภา” ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเย่นต์
ณัฐพงษ์มิได้พุ่งเป้าแค่ สว.กลุ่มใหญ่ หากแต่ฟาดไปที่ครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
จริงๆ แล้ว สิ่งที่ “หัวหน้าเท้ง” นำเสนอเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากกูรูการเมืองก็เคยพูดถึง “รัฐพันลึก” มานานแล้ว
หากศึกษาการเมืองในอดีต รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 สร้างระบอบเปรมาธิปไตยหรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็เหมือนกำเนิดใหม่ของ “เปรมาธิปไตยพลัส”
ต้นเดือน ม.ค. 2569 Sumup สื่อออนไลน์เสนอบทวิเคราะห์ “ระบอบเนวินธิปไตย” เปรียบเทียบ “ระบอบเปรมาธิปไตย” ซึ่งมีมุมมองคล้ายกับนักวิชาการบางกลุ่ม ที่เฝ้ามองจังหวะก้าวของ “เนวิน-อนุทิน” ในวันที่เป็นผู้คุมกระดานการเมืองทั้งแผง
กำเนิดเปรมาธิปไตย 2523
ก่อนที่จะรู้จัก “เปรมาธิปไตยพลัส” ต้องย้อนไปยุคสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ เมื่อปี 2523 พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ปีนั้น พล.อ. เปรมได้รับการยอมรับจากสถาบันเบื้องสูง กองทัพ กลุ่มทุนใหญ่ และพรรคการเมือง
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองมองว่ายุค “ป๋าเปรม” เศรษฐกิจโชติช่วงชัชวาล เพราะดึงเทคโนแครต (Technocrats) หรือขุนนางนักวิชาการเป็นผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยปราศจากการแทรกแซงจากการเมือง
ส่วนเวทีสภาผู้แทนฯ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาลจะได้โควตาดูแลกระทรวงเกษตรฯ สาธารณสุข แรงงาน ศึกษาธิการ ฯลฯ
นักวิชาการหัวก้าวหน้าจึงบัญญัติศัพท์การเมือง “ระบอบเปรมาธิปไตย” หรือ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือรัฐในอุดมคติของชนชั้นนำไทย เพราะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ “คนดี” อย่าง พล.อ. เปรม เข้ามาบริหารประเทศ
30 ปีหลังการสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 คือรูปธรรมของการกลับมาสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบเวอร์ชันใหม่
จาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเพื่อนพ้องบูรพาพยัคฆ์ ส่งต่อมาถึงมือ “นักเลือกตั้ง” และพรรคภูธร ขับเคลื่อนประชาธิปไตยครึ่งใบตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
เปรมาธิปไตยฉบับบ้านใหญ่
ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 “ซือแป๋” ออกแบบการเลือก สว. สูตรพิสดาร จึงทำให้มี สว.ที่มีความใกล้ชิดนักการเมืองบ้านใหญ่ พาเหรดเข้าสภาฯ มากกว่า 120 คน
การควบคุมกลไกรัฐสภาอย่างเป็นระบบ ขุนศึกคุมสภาบน นักเลือกตั้งคุมสภาล่างในอดีต ก็แค่เปลี่ยนเป็น สว. บ้านใหญ่น้ำเงินคุมสภาบน สส. นีโอบ้านใหญ่ เครือข่ายอุปถัมภ์สมัยใหม่คุมสภาล่างในปัจจุบัน
ฝ่ายซ้ายไทยเคยฟันธงว่า นับแต่ พล.อ. เปรม ลงจากอำนาจ ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบของชนชั้นนำไทย จะไม่มีวันกลับมาได้อีก
ไม่มีใครคาดคิดว่า “ระบอบเปรมาธิปไตยพลัส” ในวันนี้ จะเป็นทางเลือกของชนชั้นนำไทยเพื่อรักษาระบอบเก่าเอาไว้
กรณีศึกษาจาก “พล.อ. เปรม” สู่ “เนวิน-อนุทิน” สะท้อนภาพวิวัฒนาการของการเมืองไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ในอดีต “เนวิน” เคยถูกปรามาสว่า เป็นตัวแทนระบอบยียาธิปไตย (แก๊งยี้) แต่มาถึงวันนี้ “อนุทิน” ได้เข้ามาเป็นโซ่ข้อกลางระหว่าง “พรรคภูธร” กับ “ชนชั้นนำ”
นี่คือระบอบเปรมาธิปไตยพลัส ที่ฉายชัดมากกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่วิพากษ์แบบกล้า ๆ กลัว ๆ ของหัวหน้าเท้ง
ข่าวล่าสุด