ประเด็นต่างประเทศ
เขาเกริ่นนำด้วยเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกโจมตีทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ โดยในต่างประเทศ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย รุกรานยูเครนและสร้างความวุ่นวายทั่วทั้งยุโรปและที่อื่น ๆ
"ถ้าใครในห้องนี้คิดว่าปูตินจะหยุดที่ยูเครน ผมรับประกันได้เลยว่าเขาจะไม่หยุด แต่ยูเครนสามารถหยุดปูตินได้ ถ้าเราจัดหาอาวุธที่จำเป็นให้พวกเขาป้องกันตัวซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนร้องขอ พวกเขาไม่ได้ขอทหารอเมริกัน และความจริงคือไม่มีทหารอเมริกันอยู่ในสมรภูมิที่ยูเครน และผมก็ตั้งใจว่าจะให้เป็นแบบนั้นต่อไป"
เขาได้พูดถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ว่าแข็งแกร่งกว่าที่เคย จากการที่ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปีที่แล้ว และสวีเดนเพิ่งเข้าร่วมอย่างเป็นทางการปีนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอุล์ฟ คริสเตอช็อน ของสวีเดน ก็มาเป็นแขกด้วย
เขายังถือโอกาสนี้เหน็บแนมคู่แข่งสำคัญอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แม้จะไม่เอ่ยชื่อแต่ก็รู้ว่าเขาหมายถึงใคร ด้วยการบอกว่าประธานาธิบดีปูตินอาจทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการโดยไม่สน "นาโต" และสหรัฐฯ ก็จะไม่เดินหนีและจะไม่ก้มหัวให้ปูตินหรือทอดทิ้งยูเครนด้วย
ยังมีประเด็นเรื่องสงครามในกาซา ที่เขาบอกว่าสหรัฐฯ จะไม่พักจนกว่าตัวประกันที่ถูกกลุ่มติดอาวุธของฮามาสจับตัวไปจะได้กลับบ้าน และเขาใช้โอกาสนี้เรียกร้องไปยังอิสราเอล ให้ขยายการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และย้ำข้อเรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องชีวิตพลเรือนจากการสู้รบให้มากกว่านี้ รวมทั้งทำงานกับรัฐบาลปาเลสไตน์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ในระยะยาว
ความมั่นคงแนวชายแดน
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 ที่ประเด็นความมั่นคงชายแดนและปัญหาผู้อพยพเข้าเมือง กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกนำมาแถลง "State of the Union" ซึ่งเขาเรียกร้องให้พรรครีพับลิกัน ให้ความร่วมมือในการผ่านเป็นกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปที่ยากที่สุดและยุติธรรมที่สุด เพื่อรักษาชายแดนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งที่พรรครีพับลิกันยังไม่ยอมร่วมมือ เป็นเพราะจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ที่รวมทั้งการเพิ่มกองกำลังลาดตระเวนอีก 1,300 คน ผู้พิพากษาคดีผู้อพยพ 375 คน, เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ลี้ภัย 1,600 คน และเครื่องตรวจสอบที่ทันสมัยอีกกว่า 100 เครื่อง เพื่อยับยั้งยาเสพติดด้วย