อย่างไรก็ตาม ในสมัยดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นผู้ว่าการ ธปท. และเป็น ประธานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต หรือ กคค. ในเวลานั้น ได้พิจารณาว่าเพื่อช่วยลูกหนี้ที่มีบัญชี NPLs ในประวัติของตน จึงได้มีการหารือกันทั้งระบบสถาบันการเงินและพบว่า ในอเมริกาเก็บข้อมูลไว้นาน 7 ปี ในอังกฤษ 6 ปี จึงได้มีการตัดสินใจในวันนั้น
โดยออกประกาศของ กคค.ออกมารองรับว่า ถ้าบัญชีใดค้างเกิน 90 วัน และยังไม่มีการชำระกลับมาเป็นปกติ หรือยังไม่ทำ TDR ก็ให้เจ้าหนี้ส่งข้อมูลต่อเนื่องทุกเดือนเข้ามาในระบบจนครบ 5 ปี กล่าวคือข้อมูลที่ปรากฏในรายงานเครดิตบูโรจะแสดงข้อมูลของปีที่ 5 ปีที่ 4 ปีที่ 3 หรือที่เราเรียกว่า 3 ปีย้อนหลัง รายงานก็จะบอกว่าบัญชีดังกล่าวนั้นค้างเกิน 90 วันแสดงอยู่จำนวน 36 เดือนหรือ 36 บรรทัด จากนั้น เมื่อสถาบันการเงินส่งข้อมูลเข้ามาจนเห็นเป็นเดือนสุดท้ายของปีที่ 5 ลากลงมาจนถึงเดือนที่หนึ่งของปีที่ 3 แล้ว
ในปีที่ 6 เดือนที่ 1 เครดิตบูโรก็เริ่มลบข้อมูลเดือนที่ 1 ของปีที่ 3 และในเดือนที่ 2 ของปีที่ 6 เครดิตบูโรก็จะลบข้อมูลของเดือนที่ 2 ของปีที่ 3 ทำอย่างนี้เรื่อยไป ดังนั้นข้อมูลจะทยอยถูกลบไปจนบรรทัดสุดท้ายในระบบจะหายไปในเดือนที่ 12 ของปีที่ 8 รวมระยะเวลาที่บัญชีหนี้เสียดังกล่าวอยู่ในระบบคือ 8 ปี (5ส่ง+3ลบ) โดยจะแสดงผลย้อนหลังดังที่กล่าวมาข้างต้าน
ขณะที่เจ้าหนี้ในปีที่ 8 จะเห็นข้อมูลว่าบัญชีหนี้สินกรณีนี้เป็นบัญชีหนี้เสีย เพราะยังไม่มีการชำระหนี้ตั้งแต่อดีตนับจากวันที่ค้างชำระเกิน 90 วัน คือเห็นประวัติย้อนไปได้ 8 ปีย้อนหลัง โดยบรรทัดสุดท้ายที่จะเห็นคือเดือนที่ 12 ของปีที่ 5
หลังจากครบ 8 ปีแล้ว ข้อมูลทั้งบัญชีนี้จะหายไปจากระบบ แต่มูลหนี้ไม่ได้หายไป เจ้าหนี้เจ้าของบัญชีดังกล่าวยังมีสิทธิในการติดตามหนี้ตามกฎหมาย หากแต่สถาบันการเงินอื่นจะไม่เห็นข้อมูลนี้หากลูกหนี้เจ้าของบัญชี NPLs นี้ไปยื่นขอกู้ใหม่กับสถาบันการเงินใหม่
“ ระยะเวลา 8 ปี จึงเป็นเหมือนกติกาที่แลกเปลี่ยน (Trade off) ระหว่างการไม่ยอมชำระหนี้ การไม่ทำ TDR หรือปรับโครงสร้างหนี้ แลกกับการกู้เงินไม่ได้ในช่วง 8ปี เพื่อปกป้องคุ้มครองเงินฝากที่สถาบันการเงินจะเอามาให้กับลูกหนี้รายนี้ วันนั้นมองกันว่า สมควรแกเหตุอยู่ที่ตรงนี้ครับ ใครจะเห็นด้วยเห็นต่างในวันนี้ เอาที่สบายใจนะครับ ผมขอไม่อภิปรายต่อสู้ใด ๆ ทั้งสิ้น”
คำถาม : การแก้ไขลดระยะเวลาจาก 8 ปีทำได้หรือไม่
คำตอบคือ ทำได้ โดยการออกประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตหรือประกาศ กคค. โดยต้องชั่งน้ำหนักว่า ความเสี่ยงและการแลกเปลี่ยน หรือเป้าหมายที่จะให้ลูกหนี้เจ้าของบัญชีหนี้เสียที่ไม่จ่าย ไม่ทำ TDR นั้นสามารถยื่นขอกู้ได้โดยว่าที่เจ้าหนี้ใหม่ไม่เห็นข้อมูลเมื่อใด ความเสี่ยงของสถาบันการเงินและผู้ฝากเงินรับได้ตรงไหน มาตรฐานสากลเป็นอย่างไร หากมีข้อมูลครบ ตัดสินใจได้เลย เครดิตบูโรไม่มีอำนาจตัดสินใจ เรามีหน้าที่ดำเนินการตามประกาศคำสั่งอย่างเดียว
“ ไม่ต้องแก้กฎหมาย ทำแค่ออกประกาศใหม่ทับประกาศเก่า จะทำหรือไม่อยู่ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตหรือ กคค. คณะกรรมการฯดังกล่าวมีผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธาน มีผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เป็นเลขานุการ ในส่วนของคณะกรรมการบริษัทของเครดิตบูโร หรือตัวผมเองไม่มีอำนาจใด ๆ เลยในเรื่องนี้ เราให้ข้อมูลและรับคำสั่งมาปฏิบัติอย่างเดียว”
อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประสบภัยจากโควิด-19 จนกลายเป็นหนี้เสีย ชำระหนี้ไม่ได้ เป็นนโยบายมาทุกรัฐบาล และทุกรัฐบาลต้องการให้ลูกหนี้ที่มีบัญชีหนี้เสียนี้กลับเข้าสู่ระบบ กู้เงินได้อีกครั้ง แต่จะใช้วิธีการอย่างใดจึงจะสมดุลทั้งความเป็นธรรมของผู้เป็นหนี้เสียที่ทุกข์ทรมานจากผลกระทบของโควิด-19 จนไปต่อได้ยาก
โดยหลักกฎหมาย เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ สัญญาต้องเป็นสัญญาความเสี่ยงและความมั่นคงของระบบการเงิน ว่าหนี้เสียจะเพิ่ม จะลด คนเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มหรือลดลง ความเสี่ยงของผู้ฝากเงินที่จะถูกนำไปปล่อยกู้ต่อว่าเขาเหล่านั้นคิดอย่างไร ความรู้สึกของลูกหนี้ดีที่ชำระปกติมาโดยตลอดเขาจะคิดอย่างไร เป้าหมายทางนโยบายที่ต้องการผลสำเร็จที่ตอบโจทย์กับปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งการนำเสนอเป็นข้อมูลด้วยความสุจริตใจเป็นที่ตั้งเพราะอยู่ตรงกลาง ไม่มีส่วนได้เสียกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้กำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบาย