แม้จะเป็นชายคู่หน้าใหม่ แต่เอ็มกับสกายที่ฝึกซ้อมอยู่ในแคมป์ “เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี” มาเป็นเวลาหลายปี ผ่านเวทีในประเทศและต่างประเทศมาอย่างโชกโชนแล้ว
การได้โคจรมาจับคู่กัน น่าจะถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมของทั้งคู่ในวัย 25 ปีที่กำลังอยู่ในช่วงสุกงอมทั้งประสบการณ์และความแข็งแกร่ง
ที่ผ่านมา ในส่วนของ “เอ็ม” ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ เมื่อปี 2561 จากแชมป์คู่ผสม(เฟม-ศุภิสรา เพียวสามพราน)ในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ซีรีส์ ที่เนปาล และปีถัดมาจับมือกับเฟมพิชิตอีก 2 แชมป์ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์ ที่เนปาล และระดับฟิวเจอร์ซีรีส์ ที่สโลวาเกีย
ขณะที่ “สกาย” นั้น สร้างชื่อมาจากการคว้าแชมป์เยาวชนโลกประเภทชายคู่กับ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ เมื่อ 7 ปีก่อนและอีก 3 ปีต่อมาก็ควงคู่หูคนเดิมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย จากนั้นมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่เข่า และหลังจากพักรักษาตัวไปเป็นเวลาปีเศษ สกายต้องกลับมาเริ่มต้นไต่อันดับโลกใหม่ แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่พักนึง ก่อนที่ “โค้ชโอม” เทศนา พันธ์วิศวาส จะให้ลองเล่นคู่กับเอ็มเมื่อปีที่ผ่านมา
แค่รายการแรกที่ลงแข่งขันด้วยกัน เอ็มกับสกายก็ประสบความสำเร็จเกินคาด ด้วยการคว้าแชมป์ในศึกชิงแชมป์ประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมา
และเมื่อต้นปี ได้โอกาสลงทดสอบฝีมือรายการระดับนานาชาติครั้งแรกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ปรากฏว่า คู่หูที่เป็นมือไร้อันดับเปิดตัวในวงการขนไก่โลกได้อย่างน่าประทับใจจากการปราบมือดีๆ ได้อย่างพลิกความคาดหมาย
เริ่มจากรายการ “โยเน็กซ์ ไทยแลนด์โอเพ่น” รอบแรก เอ็ม-สกาย ชนะ มือ 18 โลกจากเยอรมนี มาร์ก แลมส์ฟุสส์-มาร์วิน ซีเดล สองเกมรวด จากนั้นในรอบสองแพ้ให้กับมือวางอันดับ 6 หลี่ หยาง กับ หวัง ชิ หลิน 0-2 เกม ก่อนที่นักตบไต้หวันคู่นี้จะกวาด 3 แชมป์ต่อเนื่องในเวลาต่อมา