เนชั่นทีวี

กีฬา

"พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม"

18 ต.ค. 2559 | Ekkapon

"พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม"

ฟุตบอลไทยยุค"ในหลวง รัชกาลที่ 9"ถือเป็น"ยุครุ่งเรืองของวงการฟุตบอลเมืองไทย"ดังเช่นรัชสมัย"สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า"รัชกาลที่ 6 ถือเป็น "ยุคทองของฟุตบอลเมืองสยาม"


สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นหนึ่งในสมาคมกีฬาที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"
กล่าวกันว่าฟุตบอลไทยยุค "ในหลวง รัชกาลที่ 9" ถือเป็น "ยุครุ่งเรืองของวงการฟุตบอลเมืองไทย" ดังเช่นรัชสมัย "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่นักประวัติศาสตร์การกีฬาถือเป็น "ยุคทองของฟุตบอลเมืองสยาม"
ภายหลังจาก "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" โปรดเกล้าฯพระราชทาน "ถ้วยใหญ่" และ "ถ้วยน้อย" ให้การแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ กาลต่อมา "ในหลวง" โปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วย ค และถ้วย ง ให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อพ.ศ.2504 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศเป็นระบบสากลมากขึ้นคือ 4 ดิวิชั่นแบบประเทศอังกฤษ ดังนั้น "ถ้วยใหญ่" และ "ถ้วยน้อย" จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "ถ้วยพระราชทาน ก" และ "ถ้วยพระราชทาน ข" นับแต่นั้นมา

พระมหากษัตริย์, นักกีฬา, พระราชา, แห่ง, ฟุตบอล, สยาม, พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม, ในหลวง รัชกาลที่ 9, ถ้วยใหญ่, ถ้วยน้อย, ในหลวง, ถ้วยพระราชทาน ก, ถ้วยพระราชทาน ข, คิงส์คัพ, สโมสรราชวิถี, สโมสรชาววัง, บูกิต จาลีล


พ.ศ.2511 นักเตะทีมชาติไทยผ่านเข้าไปแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ที่นครเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก กีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างสูง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค นายกสมาคม จึงมีมติเอกฉันท์ให้ดำเนินการจัดแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติองค์อุปถัมภ์และอุดมการณ์ของสมาคมฟุตบอล
หลังจากสมาคมฟุตบอลมีหนังสือถึงราชเลขาธิการเพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปลายปี 2511 เมื่อความได้ทรงทราบใต้เบื้องพระยุคลบาท พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ" พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยถมทองคำสำหรับทีมชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานนี้จะไม่เป็นกรรมสิทธิ์แก่ทีมฟุตบอลใดแต่จะต้องมีการจัดแข่งขันเป็นประจำทุกปี
ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ" ครั้งที่ 1 แข่งขันระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม พ.ศ.2511 จากวันนั้นมาถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 48 ปี ถือเป็นฟุตบอลรายการเก่าที่สุดของทวีปเอเชียในปัจจุบันที่ยังคงมีการจัดการแข่งขันอยู่เป็นประจำ ซึ่งครั้งล่าสุดเป็นการแข่งขันครั้งที่ 44 นักเตะทีมชาติไทยคว้ารางวัลชนะเลิศในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสมาคมกีฬาฟุตบอล ด้วย
นอกจากนี้ "ในหลวง" ยังเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลและโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลฟุตบอลหน้าพระที่นั่งในหลายรายการ เช่น การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเพณีจุฬาฯธรรมศาสตร์ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานระหว่างจังหวัดในเขตกีฬาที่ 7 (ภาคกลาง) การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานภูพานราชนิเวศน์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) การแข่งขันฟุตบอลชิงโล่พระราชทาน (ภาคใต้) การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานภูพิงคราชนิเวศน์ (ภาคเหนือ) รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติในถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ และการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญของทวีปเอเชีย ที่จัดแข่งขันขึ้นในประเทศไทย จึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการกีฬาฟุตบอลของเมืองไทยเป็นอเนกประการ

พระมหากษัตริย์, นักกีฬา, พระราชา, แห่ง, ฟุตบอล, สยาม, พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม, ในหลวง รัชกาลที่ 9, ถ้วยใหญ่, ถ้วยน้อย, ในหลวง, ถ้วยพระราชทาน ก, ถ้วยพระราชทาน ข, คิงส์คัพ, สโมสรราชวิถี, สโมสรชาววัง, บูกิต จาลีล


ความตอนหนึ่งในหนังสือ "พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม" อ้างคำกล่าวของ พล.อ.ประเทียบ เทศวิศาล อดีตสภากรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ที่กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามผลการแข่งขันฟุตบอลของทีมชาติไทยอยู่เสมอด้วยวิทยุคลื่นสั้น ทรงมีพระบรมราโชวาทเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการบริหาร ฝึกซ้อมและวิธีการเล่นของนักฟุตบอลอย่างน้ำใจนักกีฬา ทรงมีความเข้าพระราชหฤทัยศาสตร์และศิลป์ของกีฬาฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง แม้แต่การเสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับแรม ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาภาค 7 (จ.นครปฐม จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์) และฟุตบอลคู่ชิงชนะเลิศประมาณปี 2499 เป็นการแข่งขันระหว่างทีม จ.ประจวบคีรีขันธ์ กับทีม จ.นครปฐม ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนัก พระองค์ก็ยังทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลจนจบ โดยพระราชทานถ้วยชนะเลิศและพวงมาลัยแก่นักกีฬาตามประเพณีแทบทุกครั้ง ยังความปลาบปลื้มแก่นักฟุตบอลเหล่านั้นอย่างไม่ลืมเลือนตราบจนทุกวันนี้
เหตุการณ์สำคัญอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยเกิดขึ้นหลังจากทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เป็นครั้งแรก คือ ครั้งที่ 16 พ.ศ.2499 ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ครั้งนั้นทีมชาติไทยทำผลงานแพ้ ทีมสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลล์ และไอร์แลนด์เหนือ) อดีตเจ้าของเหรียญทองฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก 3 สมัย 0-9 นอกจากเป็นการตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้วยังเป็นสถิติการเสียประตูมากที่สุดของทีมชาติไทย
เวลาต่อมาสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงส่ง นายสำรวย ไชยยงค์ (ปัจจุบัน พล.ต.สำเริง ไชยยงค์) และ นายฉัตร หรั่งฉายา เดินทางไปเรียนหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลระยะสั้น โดยความช่วยเหลือของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งประเทศเยอรมนี เมื่อราวปี 2505 แต่หลังจากนั้น "ในหลวง" ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์แก่ นายสำรวย ไชยยงค์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดโอลิมปิกเมลเบิร์น ให้เดินทางกลับไปศึกษาวิชาการพลศึกษาชั้นสูง ณ สปอร์ตซูเล เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนีตะวันตก (SPORTHOCHULE KOLN W.GERMANY) โดยเน้นเกี่ยวกับวิทยาการกีฬาฟุตบอล การจัดการ การฝึกซ้อมและแบบแผนการเล่นสมัยใหม่ เพื่อการพัฒนานักฟุตบอลของไทยให้มีทักษะพื้นฐานเพิ่มมากขึ้นจนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูง (FUSSBAL LEHRER) เมื่อประมาณปี 2506
หลังกลับมาถึงประเทศไทย นายสำรวย ไชยยงค์ นักฟุตบอลทุนในหลวง ซึ่งมี มร.เดทมาร์ กราเมอร์ อดีตโค้ชทีมชาติไทยชาวเยอรมันเป็นครูผู้ฝึกสอนศาสตร์ของกีฬาฟุตบอล จึงนำความรู้ที่เรียนมาด้วยทุนพระราชทานดังกล่าวถ่ายทอดให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจการเล่นฟุตบอลทั่วไป ก่อนจะเข้ารับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอล สโมสรธนาคารกรุงเทพ ชุดชนะเลิศถ้วยน้อย (ถ้วย ข) 1 สมัย และชนะเลิศถ้วยใหญ่ (ถ้วย ก) อีก 2 สมัยติดต่อกัน โดยระหว่างนั้นยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทยท่ามกลางความสนใจของวงการฟุตบอล
ต่อจากนั้น นายสำรวย ได้รวบรวมเยาวชนเพื่อนำมาฝึกสอนการเล่นฟุตบอลขั้นพื้นฐาน ณ บริเวณสนามอัฒจันทร์ไม้ ติดกับศาลต้นโพธิ์ด้านข้างสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ ก่อนจะย้ายสนามไปฝึกซ้อมกันที่บริเวณสวนพุดตาน ถนนราชวิถี ใกล้กับโรงเรียนจิตรลดา ซึ่งสร้างความสนใจให้แก่ข้าราชบริพารสำนักพระราชวังและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์แล้ว ในขณะนั้น "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ" ทรงกำลังศึกษาอยู่และเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนจิตรลดา จึงทำให้วงการฟุตบอลเมืองไทยตั้งฉายา "สโมสรราชวิถี" ที่มีสีเหลืองเป็นสีประจำทีมว่า "สโมสรชาววัง" และทุกครั้งก่อนแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานหรือฟุตบอลหน้าพระที่นั่ง "ในหลวง" นักฟุตบอลสโมสรราชวิถีจะนั่งก้มกราบลงบนพื้นขอบสนามเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยังคงเป็นภาพประทับใจของแฟนฟุตบอลชาวไทยตลอดมา
ทีมสโมสรราชวิถีเป็นทีมที่มีการเล่นแบบโททัลฟุตบอล คือผู้เล่นทุกคนสามารถสลับตำแหน่งกันเล่นได้ตลอด 90 นาที สโมสรราชวิถีประสบความสำเร็จชนะเลิศรายการสำคัญ เช่น ฟุตบอลเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย รวม 6 สมัย และฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานถ้วยใหญ่ (ถ้วย ก) รวม 4 สมัย และฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ 1 สมัย
อนึ่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อขณะทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงฝึกซ้อมฟุตบอลจนมีความเชี่ยวชาญ ทำให้พระองค์ได้รับพระสมญาว่า "เจ้าฟ้าดาราลูกหนัง" โดยทรงเริ่มเล่นตำแหน่งกองหน้าและเปลี่ยนมาเป็นกองหลัง หรือ "เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ" ให้โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ ประเทศอังกฤษ โรงเรียนนายร้อยดันทรูน ประเทศออสเตรเลีย และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก
การสร้างนักฟุตบอลระดับเยาวชนแบบมีระบบและต่อเนื่อง โดยมีผลมาจากการพัฒนาตามหลักวิทยาการของกีฬาฟุตบอล ด้วยเพราะพระบารมีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนในคราวนั้น ทีมชาติไทยได้ผ่านรอบคัดเลือกปรีโอลิมปิก เข้าไปแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ครั้งที่ 19 พ.ศ.2511 ที่ประเทศเม็กซิโก เป็นสมัยที่สองในรอบ 12 ปี นักฟุตบอลสโมสรราชวิถีที่ได้รับการอบรมและฝึกสอนจาก พล.ต.สำเริง ไชยยงค์ ส่วนใหญ่กว่าร้อยคนจะก้าวขึ้นไปเล่นในนามทีมชาติไทย และนักฟุตบอลเหล่านั้นยังคงสำนึกอยู่เสมอในฐานะเด็กฝึกหัดของผู้ฝึกสอนฟุตบอลทุนพระราชทานในหลวง
"ในหลวง" ทรงติดตามผลงานของนักฟุตบอลไทยอยู่เนืองนิตย์ตลอดมา ดั่งหลายเหตุการณ์ที่ปรากฏและเป็นสิ่งที่พสกนิกรคนไทยและคนฟุตบอลไทยปลาบปลื้ม เช่นการแข่งขันฟุตบอลกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 รอบชิงชนะเลิศ วันที่ 16 ธันวาคม 2537 ณ สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ทีมชาติไทยพบทีมชาติเวียดนาม ก่อนลงสนามทีมชาติไทยต้องใส่ชุดสีน้ำเงินเป็นนัดแรกของการแข่งขันจนเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่สุดท้ายแล้วทีมชาติไทยชนะ 4-0 แต่สิ่งที่นำมาสู่ความปลื้มปีติของนักฟุตบอลและวงการฟุตบอลไทย คือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า
"...สีเสื้อนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถึงใส่สีน้ำเงินก็ชนะได้ ถ้าหากไทยเก่งพอ มีความสามารถและมีความพร้อมกว่าคู่ต่อสู้..."
เหตุการณ์ล่าสุดที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มแก่ชาวไทยคือการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014" นัดชิงชนะเลิศ นัดที่ 2 ที่สนามกีฬาแห่งชาติ "บูกิต จาลีล" ประเทศมาเลเซีย ทีมชาติไทยตกอยู่สถานการณ์เป็นรองตามหลังอยู่ 0-3 แต่ภายหลังกลับมายิง 2 ประตูแพ้ 2-3 รวมสกอร์ 2 นัดทีมชาติไทยชนะ 4-3 คว้าแชมป์มาครอง โดยภายหลังจบเกม นายเกษม จริยวัฒน์วงศ์ ผู้จัดการทีมชาติไทยเปิดเผยว่า

พระมหากษัตริย์, นักกีฬา, พระราชา, แห่ง, ฟุตบอล, สยาม, พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม, ในหลวง รัชกาลที่ 9, ถ้วยใหญ่, ถ้วยน้อย, ในหลวง, ถ้วยพระราชทาน ก, ถ้วยพระราชทาน ข, คิงส์คัพ, สโมสรราชวิถี, สโมสรชาววัง, บูกิต จาลีล


"ผมได้รับข้อความจากราชเลขาฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โทรศัพท์เข้ามาหาตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ไม่ได้รับ ทำให้ราชเลขาฯ ได้ส่งเบอร์ของท่านให้ติดต่อกลับไป ซึ่งในระหว่างที่ติดต่อกลับ มือไม้สั่นไปหมดจน นพ.ชนินทร์ ล่ำซำ แพทย์ประจำทีม ต้องเข้ามาช่วยหาเบอร์ เพราะมีเบอร์ติดต่อเข้ามาเยอะมาก ก่อนที่ผมจะติดต่อกลับไป พร้อมกับได้รับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากราชเลขาฯ ว่า "ขอให้กำลังใจกับผู้เล่นทุกคน ขออวยพรให้มีชัยชนะ อย่าย่อท้อแม้ว่าจะตามอยู่ 0-3 ซึ่งในหลวงได้ทอดพระเนตรเกมนี้อยู่" หลังจากวางสายโทรศัพท์ไม่นาน ทีมชาติไทยกลับมายิงได้ 2 ประตูทันที ทำให้คิดถึงพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยทีมฟุตบอลทีมชาติไทยในเกมนี้"
"ในหลวง" คือศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติและเป็นกำลังใจที่เกินจะหาคำใดมาบรรยายได้ นั่นคือเหตุผลที่นักกีฬาและนักฟุตบอลไทยได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของ "ในหลวง" ขึ้นเทิดทูนตั้งแต่ก่อนแข่งขันและหลังการแข่งขันดั่งภาพที่ปรากฏต่อชาวโลกในทุกทัวร์นาเมนต์ของการแข่งขัน
วงการฟุตบอลไทยมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันกล่าวมิได้ของ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร" ผู้ทรงเป็น "พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม" ที่จะสถิตอยู่ในใจของพสกนิกรชาวไทยไปตลอดกาล
* ข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพจากหนังสือ "พระมหากษัตริย์นักกีฬา พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม" (พิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐) โดยสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย จัดพิมพ์ในพระบรมราชานุญาต *

ข่าวล่าสุด