"ในหลวง" องค์อุปถัมภ์กีฬาไทย
16 ต.ค. 2559 | wanchat

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ นอกจากทรงมีพระอัจฉริยภาพทางกีฬา ยังเป็นองค์ราชูปถัมภ์ ให้กับสมาคมกีฬา ติดตามได้จากรายงาน
กีฬา
16 ต.ค. 2559 | wanchat

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ นอกจากทรงมีพระอัจฉริยภาพทางกีฬา ยังเป็นองค์ราชูปถัมภ์ ให้กับสมาคมกีฬา ติดตามได้จากรายงาน
ด้วยพระอัจฉริยภาพทางการกีฬาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบ ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2510
คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2529 ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวันที่ 16 ธันวาคมของทุกปี เป็น"วันกีฬาแห่งชาติ"เพื่อเป็นการน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้านการกีฬา โดยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดให้มีงานเฉลิมฉลอง"วันกีฬาแห่งชาติ"ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี
ขณะเดียวกัน ในการแข่งขันกีฬานานาชาติ หรือกีฬาใหญ่ ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ กีฬาแหลมทอง หรือซีเกมส์ในเวลาต่อมา, เอเชี่ยนเกมส์ กีฬาแห่งชาติ และกีฬาเยาวชนแห่งชาติ คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ดำเนินการตามแบบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดยได้ขอพระราชทานไฟพระฤกษ์เพื่อใช้ในพิธีเปิดการแข่งขันทุกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงใช้พระแว่นสุริยกานต์กรอบทองลงยารวมแสงอาทิตย์จุดไฟพระฤกษ์แล้วพระราชทานแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันครั้งนั้น ๆ นำไปประกอบในพิธีเปิดเพื่อเป็นสิริมงคลต่อการแข่งขัน และยังบ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความรุ่งโรจน์ ความสำเร็จและความสามัคคี ซึ่งได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการจัดการแข่งขันให้ประสบผลสำเร็จในภารกิจอันสำคัญของการแข่งขันนั้น ๆ ภายหลังเมื่อทรงมีพระราชภารกิจมากขึ้น จึงได้โปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์เป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานแทน
นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับการแข่งขันกีฬาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยประเทศไทย ได้รับเกียรติจากสหพันธ์กีฬาแหลมทอง หรือซีเกมส์ ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ครั้ง คือ กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 พ.ศ.2502, ครั้งที่ 4 พ.ศ.2510, ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2518 กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2528 กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2538 รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งเป็นการแข่งขันในระดับทวีปเอเชีย 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 5 พ.ศ.2509, ครั้งที่ 6พ.ศ. 2513, ครั้งที่ 8 พ.ศ.2521 ครั้งที่ 13 พ.ศ.2541
อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาสมัครเล่นอีก 13 สมาคม ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดังนี้
สมาคมรักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ,สมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย,สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬายิงปืนประเทศไทย,สมาคมกีฬา,สมาคมจักรยานสมัครเล่นแห่งประเทศไทย,สมาคมกรีฑาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย,สมาคมยูโดแห่งประเทศไทย,สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย,สมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย,สมาคมกอล์ฟแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาทางอากาศและการบิน
นอกจากนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคล ขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ เข้าเฝ้าฯ เพื่อขอรับพระราชทานพรก่อนออกเดินทางเป็นประจำมิได้ขาด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พระราชทานพระบรมราโชวาท พระราชทานพรให้คณะนักกีฬาประสบผลสำเร็จในการแข่งขัน ที่ทรงย้ำตลอดคือการเป็นผู้แทนที่ดีของประเทศไทยเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ชื่นชมทั้งในช่วงการแข่งขันและนอกการแข่งขันระหว่างที่อยู่ในประเทศนั้นๆ
รวมทั้งเพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ และสิริมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่นักกีฬาทีมชาติที่ได้สร้างชื่อเสียงเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศชาติในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ตลอดจนผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อวงการกีฬา เป็นประจำทุกปี โดยได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกฎไทยชั้นตริตราภรณ์, จัตุรถาภรณ์, เบญจมาภรณ์, เหรียญทองและเหรียญเงินตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2521-2537 จำนวน 674 คน
ต่อมา เมื่อได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ต่อผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อราชการแล้ว นักกีฬาและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการกีฬา ก็ได้เปลี่ยนมาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้แทน ระหว่างปีพ.ศ. 2538-2548 มีนักกีฬาและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการกีฬา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตติยดิเรกคุณาภรณ์, จตุตถดิเรกคุณาภรณ์, เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ล เหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์และเหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 1,714 คน นับเป็นเกียรติแก่นักกีฬา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการกีฬาและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ยังพระราชทานทุนแก่นักกีฬาจากกองทุนโดยเสด็จพระราชกุศล อาทิ ทุนมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันมวย โดยเสด็จพระราชกุศลได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการแข่งขัน พระราชทานทุนแก่นักกีฬาที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ดังที่ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน นักแบดมินตันรองแชมป์โลกชายเดี่ยว ออล อิงแลนด์ 2 สมัยได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ เป็นต้น