เหตุการณ์ ครั้งแรกเกิดขึ้น 20 ก.พ. 2553 ที่ สนามศุภชลาศัย ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. เกมนั้นเมืองทองฯ เป็นฝ่ายเอาชนะ 2-0 และคว้าแชมป์ไปครอง แต่ในช่วงท้ายเกมแฟนบอลทั้ง 2 ทีมตะลุมบอนกันบนอัฒจันทร์ ลงมาถึงสนามแข่งขัน จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย ในปีนั้นสมาคมฟุตบอล สั่งปรับการท่าเรือ 131,750 บาท และห้ามแข่งขันที่สนามแพท สเตเดี้ยม 3 นัด
ผ่านมาร่วม 3 ปีเศษ เกิดเหตุปะทะครั้งที่ 2 เมื่อ 18 ต.ค. 2557 ในรายการฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก นัดที่ 35 ของฤดูกาล ที่ สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม นัดนั้น เอสซีจี เมืองทอง เอาชนะไป 3-1 ซึ่งไม่มีจังหวะปัญหาเกิดขึ้นในเกม แต่เมื่อบอลจบ คนกลับไม่จบ หลังเกมเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกับรอบล่าสุด แฟนฮาร์ดคอร์ของทั้งสองทีมเปิดฉากวิวาทกัน มีการเตรียมอาวุธมาทำร้ายกันชนิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย มีผู้บาดเจ็บนับสิบราย สมาคมฯ สั่งลงโทษ ตัดแต้มทั้งสองทีม ทีมละ 9 คะแนน ปรับทีมละ 3 แสนบาท และห้ามแฟนฟุตบอลทั้งสองทีมเข้าชมเกม 2 นัดสุดท้าย
ปมบาดหมางกันของทั้งสองทีม จึงกลายเป็นคู่อริลูกหนัง สั่นสะเทือนวงการกีฬา จนมีนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในคืน 14 ก.ย. 59 ทีผ่านมา รายการฟุตบอลโตโยต้าลีก คัพ รอบรองฯ นัด 2 ที่ สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม แม้ผลเสมอกันด้วยสกอร์ 1-1 และไม่มีจังหวะปัญหาในระหว่างเกม
แต่เมื่อรวมผล 2 นัด เมืองทองเข้ารอบชิงฯด้วยสกอร์รวม 3-2 จนกลายเป็นเหตุให้เกิดการปะทะของแฟนฟุตบอลหลังจบเกม มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 20 ราย ส่วนบทลงโทษ อยู่ระหว่างการรอสรุป จากสมาคมฟุตบอลฯ ซึ่งมีข้อมูลจากวงใน การลงโทษครั้งนี้ จะเพิ่มเป็น 2 เท่าจากครั้งก่อนที่ทั้งสองทีมมีปัญหาเมื่อปี 2557 และจะได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ 19 ก.ย.นี้
ขณะที่ทั้งสองทีม ต่างออกมาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนทางคคีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ส่วนอารมณ์ของเหล่าชาวเน็ตต่างออกประณามเหตุกาณณ์ที่เกิดขึ้น และให้เสนอสมาคมฯ หามาตรการป้องกัน ห้ามเหล่าฮูริแกนเข้าชมการแข่งขัน เพราะส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของฟุตบอลไทย แต่เหนือสิ่งอื่นได การห้ามจำหน่ายเครื่องดืมแอลกอฮอล์ รอบสนามระหว่างเกม กลายเป็นงานที่ท้าทายสมาคมฟุตบอลฯ อย่างยิ่ง