สำหรับทีมฟุตบอลชาติไทย ณ วันนี้..ชัยชนะ อาจมีความสำคัญน้อยกว่าความศรัทธา "ฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก" อาจจะเคยเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่วันนี้มันเป็นความฝันที่ดูจะมีโอกาสใกล้เป็นความจริงมากที่สุด และนี่คือคนที่แบกความหวังของแฟนๆ บอลชาวไทยที่จะทำความฝันให้เป็นจริง
วันที่ประกาศอำลาทีมชาติไทยในฐานะกัปตันทีมเมื่อเก้าปีที่แล้ว เกียรติศํกดิ์ เสนาเมือง คงไม่ได้คาดคิดว่าวันที่เขากลับมากุมบังเหียนทีมฟุตบอลอีกครั้งนักเตะไทยจะมาได้ไกลถึงจุดนี้
ภายใต้การคุมทีมของเกียรติศักดิ์ นักเตะไทยได้ผ่านร้อนผ่านหนาวก้าวขึ้นอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่จากระดับอาเซียนไปสู่ระดับฟุตบอลโลกยังเป็นหนทางที่ยาวไกล และความพ่ายแพ้ต่อทีมญี่ปุ่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเซียเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนใจว่านักเตะไทยยังห่างชั้นจากทีมระดับท็อปของภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก
ย้อนกลับไปในปี 2556 " เกียรติศักดิ์" ผันตัวเองจากนักเตะมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพนักฟุตบอลทีมชาติไทยการพาทีมชาติไทยบุกไป ถล่ม ทีมชาติจีนในนัดกระชับมิตรถึงถิ่นเเดนมังกร 5-1 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทัพช้างศึกไทย
การคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ที่ร้างราไปถึง2 สมัย ในปีเดียวกันที่ประเทศเมียนมาร์ และการคว้าอันดับ4 ในเอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ในปีต่อมา ทำให้บทบาทของเกียรติศกดิ์และนักเตะไทยโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าภาพที่ยังตรึงตราตรึงใจแฟนฟุตบอลไทยมาจนถึงทุกวันนี้คือฟอร์มการบุกที่ดุดันและ การต่อบอลที่สวยงามและเเม่นยำ ที่ทำให้นักเตะไทยคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพในปี 2557 เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี
แต่การจะก้าวกระโดดจากอาเซียนไปสู่ระดับเอเซียและระดับโลกยังเป็นเรื่องที่ท้าทายนักเตะไทยเป็นอย่างมาก ความเสียเปรียบในด้านรูปร่าง พละกำลัง และทักษะความสามารถของนักเตะ เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับทีมชาติไทย ข้อด้อยเหล่านี้ปรากฎอย่างเด่นชัดที่สุดในนัดที่นักเตะไทยพ่ายแพ้ให้แก่ทีมจากแดนซามูไร
ในรอบ12 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชียนี้ ไทยอยู่ในสาย บี ซึ่งเต็มไปด้วยทีมชั้นนำของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับอะมิเรต และ อิรัก ถึงแม้ทีมไทยจะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจในนัดที่ลงแข่งกับซาอุดิอาระเบีย แต่เมื่อพ่ายแพ้ ความงดงามของเกมก็ไม่มีความหมายมากนัก และความเป็นรองในเกือบทุกด้านถูกตอกย้ำอีกครั้งในวันที่ลงสนามแพ้ให้กับญี่ปุ่น
แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลว เพราะในสายตาของทั้งนักเตะและแฟนฟุตบอล ทีมฟุตบอลชาติไทยได้เดินทางมาไกลมากแล้ว และพร้อมจะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญกว่าที่รออยู่ข้างหน้า
อดุล หละโสะ มิดฟิลด์ตัวฉกาดของทีมชาติไทย เห็นการพัฒนาของนักเตะไทยและเกมการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง การมีระเบียบวินัยเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมฟุตบอลไทย แต่นัดที่เตะกับญี่ปุ่นทำให้เห็นย่างชัดเจนว่าเส้นทางไปสู่ฟุตบอลระดับโลกยังยาวไกลสำหรับนักเตะไทย
ประสบการณ์ ทักษะ และเกมการเล่นอาจเป็นหัวใจของทีมฟุตบอล แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นคือวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จะทำให้นักเตะไทยมีความแข็งแกร่ง พละกำลัง และสุขภาพจิตในการรับมือกับการแข่งขันในระดับสากลมากขึ้น
ถ้าจะมีใครสักคนที่ผิดหวังมากที่สุดจากการลงสนามทั้งสองแมชท์ คนนั้นก็น่าจะเป็นเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ แนวรุกทีมชาติไทยที่ถูกวางตัวให้สร้างสรรค์เกมบุก แต่ก็ไม่มีโอกาสในการทำให้แฟนบอลไทยสมหวัง
เกริกฤทธิ์เชื่อว่านักเตะไทยมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และความพ่ายแพ้ก็เป็นบทเรียนและประสบการณ์ สิ่งที่ต้องทำก็คือเดินหน้าและสู่ต่อไป อีกสองทีมที่เป็นด่านใหญ่ที่กำลังรอนักเตะไทยอยู่ข้างหน้าในเดือนตุลาคมนี้คือ สหรัฐ อาหรับอะมิเรต และอิรัก เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองและนักเตะไทย ยังมีโอกาสที่จะทำความฝันไปสู่บอลโลกให้ใกล้ความเป็นจริง
แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด แฟนๆ ฟุตบอลไทยก็ได้อยู่กับฝันอันสูงสุดเป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับพลังศรัทธาที่จะอยู่กับทีมช้างศึกไทยไปอีกนาน