จากกรณีที่เป็นกระแสข่าวออกมาตลอดต้นสัปดาห์ ที่ทางองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก หรือ "วาด้า" คาดว่าได้มีการตรวจพบการใช้สารต้องห้าม กับคณะนักแบดมินตันสาวไทย ที่ได้เดินทางไปร่วมแข่งขันแบดมินตันหญิงชิงแชมป์โลกรายการ อูเบอร์คัพ ที่ประเทศจีน เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากเรื่องราวนี้อาจส่งผลให้หนึ่งในนักกีฬาที่ว่านี้ อาจชวดลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ทันที หากถูกตรวจพบว่ามีการใช้สารต้องห้ามจริง
โดยขั้นตอนการทำงานของ วาด้า จะทำการสุ่มตรวจนักกีฬาตลอดทั้งปี ในทุกทัวร์นาเมนต์ ซึ่งจะใช้หลักการทั่วไปในการตรวจปัสสาวะ ดูว่านักกีฬาคนนั้นมีสารต้องห้ามเจือปนอยู่ด้วยหรือไม่ โดยจะแบ่งการตรวจเป็น "A-Sample" หรือการตรวจรวมในเบื้องต้น ซึ่งหากพบว่ามีสารต้องห้ามปนเปื้อนมา ก็จะมีการแจ้งต่อไปยังสหพันธ์แบดมินตันโลก หรือ BWF ก่อนแจ้งต่อมายังสมาคมกีฬาแบดมินตันไทย โดยในขั้นตอน "A-Sample" นี้ จะเป็นความลับภายในองค์กร ซึ่งโดยตามมารยาทแล้วจะไม่มีการเปิดเผยรายชื่อนักกีฬาคนนั้นๆ แต่อย่างใด ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการยืนยันผลตรวจพิสูจน์ ข้อเท็จจริงอีกครั้งในขั้นตอน "B-Sample"
โดยการตรวจทั้ง "A และ B Sample" นี้ จะใช้ปัสสาวะจากชุดเดียวกัน ที่เก็บไว้ในครั้งเดียว โดยจะมีการเก็บแยกไว้ต่างหาก และจะมีสำรองไว้อีก 1 ชุด รวมทั้งหมดเป็น 3 ชุด เพื่อเก็บไว้ทำการตรวจพิสูจน์หาสารกระตุ้น ซึ่งแน่นอนว่า ผลการตรวจทั้ง A และ B จะมีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่ผลจะออกมาตรงกัน โดยความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลตรวจแทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้
ทั้งนี้ผลการพิจารณาโทษ ในขั้นตอน "A-Sample" และ "B-Sample" จะมีความแตกต่างกัน คิดง่ายๆ คือ รับเร็ว โทษก็จะน้อย รับช้าโทษก็จะมาก และทำให้การอุทธรณ์เป็นไปได้ยากขึ้น พร้อมบวกโทษหนัก-เบา จากสารที่ใช้เข้าไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น เคสของ มาเรีย ชาราโปว่า ที่ถูกตรวจสารกระตุ้นไม่ผ่านในการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ มาเรีย ได้ออกมายอมรับเอง ตั้งแต่ในขั้นตอน "A-Sample" ว่า มีการใช้สารต้องห้ามที่มีชื่อว่า "เมลโดเนียม" ซึ่งเป็นยาใช้รักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ที่ใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ "วาด้า" เพิ่งมีการขึ้นทะเบียนสารชนิดนี้เป็นสารต้องห้ามไปเมื่อต้นปี แต่การออกมายืดอกรับของ มาเรีย ด้วยเหตุผลที่อ้างว่าใช้เป็นยารักษาโรคประจำตัวอยู่แล้ว ทำให้เธอโดนแบน 2 ปี จากโทษสูงสุด 4 ปี ในเคสนี้
อีกเคสที่หยิบยกมา คือ กรณีของ ลี ชองเหว่ย นักแบดมินตันชาย มือ 1 ของโลกชาวมาเลเซีย ที่ถูกแบนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยในเคสของ ชองเหว่ย นี้ ถูกตรวจพบสารที่มีชื่อว่า "เดกทาเมทาโซน" หรือยาลดการอักเสบ และกดภูมิคุ้มกัน ใน ซึ่ง ชองเหว่ย ไม่ได้ออกมายอมรับ ก่อนถูกตรวจพบสารในขั้นตอน "B-Sample" ที่ผลยังคงเป็นบวก ทำให้ BWF สั่งลงโทษแบน 2 ปี ก่อนมีการอุทธรณ์ โดยอ้างว่าใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทำให้โทษลดเหลือ 8 เดือน จน ชองเหว่ย สามารถเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่บราซิล ได้ทันเวลา
ปัจจุบัน "วาด้า" ได้ขึ้นทะเบียนสารต้องห้ามไว้ 14 ประเภท โดยแยกออกเป็นตัวสารต่างๆอีกว่า 200 ชนิด ซึ่งที่ผ่านมามีนักกีฬาระดับโลกหลายราย ที่โดนแบนจากการใช้สารต้องห้ามเหล่านี้ โดยความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ ก็มีอยู่มาก ทั้งนี้ผลการตรวจจะทราบได้แน่ชัดภายใน วันที่ 18 ก.ค.นี้ และในระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค. ทาง BWF ก็จะมีการประชุมร่วมกันถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ว่า ผลจะออกมาเป็นเช่นใด ซึ่งในระหว่างนี้เราก็ควร "ภาวนา" และ ให้ "กำลังใจ" มากกว่า "ซ้ำเติมกัน" เพื่อ "ความหวัง" ในการลุ้นเหรียญให้แก่ทัพนักกีฬาไทย ต่อไป ในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้..